ร่างกายโดย milo อ่าน 7 นาทีเรียบเรียงโดยมี AI ช่วย

พลาสม่าในร่างกายคืออะไร? ทำไมเราถึงจำเป็นต้องมีพลาสม่า?

เลือดของเราไม่ได้มีแค่เม็ดเลือดแดง แต่ยังมีของเหลวสีเหลืองอ่อนที่เรียกว่า พลาสม่า ซึ่งทำหน้าที่สำคัญเหมือนระบบขนส่งสินค้าและสื่อสารการณ์ในร่างกาย

สารบัญ

หากให้นึกถึงคำว่า "เลือด" ภาพที่ปรากฏในหัวของเรามักเป็นของเหลวสีแดงเข้ม แต่ความจริงแล้ว เลือดของเราประกอบด้วยของเหลวสีเหลืองอ่อนจางถึง 55% ของปริมาณเลือดทั้งหมด ของเหลวนี้คือ "พลาสม่า" (Plasma) ส่วนที่เหลืออีก 45% จึงเป็นเซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด

หลายคนอาจมองข้ามพลาสม่า เพราะมันดูเหมือนเพียงน้ำใสที่เป็นพื้นที่ให้เม็ดเลือดว่ายไปว่ายมา แต่ในเชิงชีววิทยา พลาสม่าคือส่วนที่มีชีวิตชีวาและซับซ้อนที่สุดของระบบไหลเวียนเลือด หากไม่มีพลาสม่า เม็ดเลือดแดงก็ไม่สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ และร่างกายเราก็จะหยุดชะงักทันที

พลาสม่าคืออะไร?

พลาสม่าคือส่วนของเหลวในเลือด (Intravascular fluid) ที่เป็นสีฟางข้าวหรือสีเหลืองอ่อนใส เมื่อนำเลือดออกจากร่างกายแล้วปั่นเหวี่ยงเพื่อแยกเซลล์เม็ดเลือดออกไป สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือพลาสม่า มันเป็นเนื้อเยื่อเหลว (Liquid connective tissue) ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งถนน รถบรรทุก และสื่อสารการณ์ในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย

ส่วนประกอบหลักของพลาสม่า

พลาสม่าไม่ใช่แค่น้ำเปล่า แต่ประกอบด้วยสารสำคัญมากมายที่ร่างกายต้องการ โดยแบ่งออกเป็นสัดส่วนดังนี้

1. น้ำ (Water) ประมาณ 90%

น้ำเป็นส่วนประกอบหลักที่ทำหน้าที่เป็นตัวทำละลาย (Solvent) ช่วยให้สารต่าง ๆ สามารถละลายและเคลื่อนย้ายไปทั่วร่างกายได้

2. โปรตีน (Proteins) ประมาณ 7-8%

โปรตีนในพลาสม่ามีบทบาทสำคัญมาก โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักคือ

  • อัลบูมิน (Albumin): เป็นโปรตีนที่มีมากที่สุด ทำหน้าที่รักษาแรงดันออสโมติก (Oncotic pressure) ในเส้นเลือด ป้องกันไม่ให้น้ำรั่วออกไปอยู่ในเนื้อเยื่อ ซึ่งหากขาดอัลบูมิน คนเราจะบวมน้ำทั้งตัว
  • โกลบูลิน (Globulins): ทำหน้าที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น แอนติบอดี้ที่คอยต่อสู้กับเชื้อโรค และยังมีส่วนช่วยขนส่งฮอร์โมนและวิตามินบางชนิด
  • ไฟบริโนเจน (Fibrinogen): เป็นโปรตีนที่จำเป็นต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด เมื่อเราเกิดบาดแผล ไฟบริโนเจนจะเปลี่ยนเป็นเส้นใยไฟบรินเพื่ออุดรูที่เส้นเลือดแตก

3. สารอาหารและของเสีย (Nutrients and Waste) ประมาณ 1-2%

ส่วนนี้ประกอบด้วยกลูโคส กรดอะมิโน ไขมัน วิตามิน ฮอร์โมน รวมถึงของเสียจากการเผาผลาญ เช่น ยูเรียและครีเอตินีน ที่รอการขับออกทางไต

ทำไมเราถึงจำเป็นต้องมีพลาสม่า?

หากเปรียบเม็ดเลือดแดงเป็นรถบรรทุกที่บรรทุกออกซิเจน พลาสม่าก็คือถนนและระบบนำทางที่ทำให้รถบรรทุกเหล่านั้นสามารถไปถึงจุดหมายได้ แต่หน้าที่ของพลาสม่าไม่ได้มีเพียงแค่นั้น

1. ระบบขนส่งหลักของร่างกาย (Transportation System)

พลาสม่าเป็นตัวกลางในการขนส่งสารทุกชนิดไปยังอวัยวะเป้าหมาย ฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ อินซูลินจากตับอ่อน หรือสารอาหารที่ดูดซึมจากลำไส้เล็ก ล้วนต้องล่องลอยอยู่ในพลาสม่าเพื่อเดินทางไปทำหน้าที่ต่อไป นอกจากนี้ยังรับของเสียจากเซลล์เพื่อนำไปขับถ่ายที่ปอดและไต

2. รักษาสมดุลของเหลวและความดันเลือด (Fluid and Pressure Balance)

อัลบูมินในพลาสม่าช่วยรักษาปริมาตรเลือดและความดันเลือดให้คงที่ หากปริมาณพลาสม่าหรือโปรตีนในพลาสม้าลดลง ความดันเลือดจะต่ำลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญไม่เพียงพอ ในขณะเดียวกัน พลาสม่ายังช่วยปรับสมดุลความเป็นกรด-ด่าง (pH balance) ของเลือดให้อยู่ในระดับที่เซลล์สามารถใช้ชีวิตได้

3. ป้องกันการแข็งตัวของเลือด (Blood Clotting)

เมื่อเราเกิดบาดแผล ระบบการแข็งตัวของเลือดจะทำงานทันทีเพื่อป้องกันการเสียเลือด โปรตีนไฟบริโนเจนและปัจจัยการแข็งตัวของเลือดอื่น ๆ ที่ละลายอยู่ในพลาสม่าจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเป็นก้อนเลือด (Blood clot) หากไม่มีพลาสม่า แม้แต่รอยขีดข่วนเล็ก ๆ ก็อาจทำให้เราเสียเลือดจนเป็นอันตรายได้

4. ภูมิคุ้มกันและการป้องกันเชื้อโรค (Immunity)

พลาสม่าบรรจุแอนติบอดี้ (Immunoglobulins) ที่สร้างโดยเม็ดเลือดขาว เมื่อร่างกายพบเชื้อโรคหรือไวรัส แอนติบอดี้เหล่านี้จะจับกับเชื้อโรคและทำลายมัน หรือทำเครื่องหมายไว้ให้เม็ดเลือดขาวมากลืนกิน พลาสม่าจึงเป็นเสมือนกองทัพเคลื่อนที่ที่คอยลาดตระเวนหาเชื้อโรคทั่วร่างกาย

ความแตกต่างระหว่าง พลาสม่า (Plasma) กับ ซีรั่ม (Serum)

ในวงการแพทย์และการทดลองเลือด นักศึกษามักสับสนระหว่างพลาสม่าและซีรั่ม ความแตกต่างหลักคือการมีอยู่ของโปรตีนไฟบริโนเจน

  • พลาสม่า: ได้จากการปั่นเหวี่ยงเลือดที่มีสารกันเลือดแข็ง (Anticoagulant) จึงยังคงมีไฟบริโนเจนอยู่ครบถ้วน
  • ซีรั่ม: ได้จากการปั่นเหวี่ยงเลือดที่ปล่อยให้แข็งตัวเองตามธรรมชาติ ไฟบริโนเจนจะถูกใช้ไปในการเกิดก้อนเลือด ซีรั่มจึงไม่มีไฟบริโนเจน

พลาสม่ากับการแพทย์ในปัจจุบัน

ความสำคัญของพลาสม่าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในร่างกายของเรา แต่ยังขยายไปถึงการรักษาคนอื่น การบริจาคพลาสม่า (Plasmapheresis) เป็นกระบวนการที่แพทย์ดึงเลือดออกจากร่างกาย แยกเอาพลาสม่าออกมา แล้วคืนเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดกลับเข้าสู่ผู้บริจาค

พลาสม่าที่ได้จะถูกนำไปใช้ผลิตเป็นยาโปรตีน (Plasma-derived medicinal products) เช่น อัลบูมินสำหรับคนไข้ที่ขาดโปรตีนอย่างรุนแรง หรืออิมมูโนโกลบูลินสำหรับคนไข้ที่ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง นอกจากนี้ ในช่วงวิกฤตโรคระบาด พลาสม่าจากผู้ที่รักษาหายแล้ว (Convalescent plasma) ยังถูกนำมาใช้เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วย เพื่อส่งต่อภูมิคุ้มกันที่พร้อมใช้งานให้กับผู้ที่ยังติดเชื้ออยู่

สรุป

พลาสม่าไม่ใช่แค่น้ำเปล่าที่หล่อเลี้ยงเซลล์เม็ดเลือด แต่เป็นส่วนสำคัญที่คอยรักษาสมดุลทุกระบบในร่างกาย ตั้งแต่การขนส่งสารอาหาร การควบคุมความดัน ไปจนถึงการต่อสู้กับเชื้อโรค การดื่มน้ำให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพดี จึงเป็นวิธีการพื้นฐานที่ดีที่สุดในการรักษาปริมาณและคุณภาพของพลาสม่าในร่างกายของเราเอง

หากคุณเริ่มสนใจในระบบการทำงานของร่างกายมากขึ้น ลองสังเกตสีของปัสสาวะในแต่ละวัน เพราะนั่นคือภาพสะท้อนหนึ่งของปริมาณน้ำในระบบไหลเวียนเลือดของคุณ และอย่าลืมแชร์ความรู้นี้ให้เพื่อน ๆ ในห้องเรียนดูด้วยนะคะ หรือหากใครมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบในร่างกาย ฝากคอมเมนต์ไว้เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้กันต่อไปค่ะ

เนื้อหาที่จัดทำโดยมี AI ช่วยจะมีป้ายกำกับ "เรียบเรียงโดยมี AI ช่วย" เพื่อให้คุณทราบอย่างชัดเจน เราถือว่าความโปร่งใสเรื่องการใช้ AI เป็นสิ่งสำคัญต่อความไว้วางใจของผู้อ่าน

พบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อน?เข้าสู่ระบบเพื่อทักท้วง
บทความนี้เป็นอย่างไร?

ยังไม่มีความคิดเห็น — มาเป็นคนแรกกันเถอะ!