บทที่ 1 จาก 10 · 15 นาที · ดูฟรี
ทำความรู้จักฟังก์ชัน (Function)
ยินดีต้อนรับสู่คอร์ส "ฟังก์ชัน (Function)" สำหรับผู้เริ่มต้นค่ะ ฟังก์ชันคือหัวใจสำคัญของคณิตศาสตร์และการเขียนโปรแกรมที่ช่วยให้เราจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลได้อย่างมีระบบ เนื้อหาในคอร์สนี้ต่อยอดมาจากเรื่อง ความสัมพันธ์ ดังนั้นหากใครยังไม่คุ้นเคยกับเซตและความสัมพันธ์ ขอแนะนำให้ทบทวนก่อนเริ่มบทนี้นะคะ
ในบทแรกนี้ เราจะมาเรียนรู้สิ่งต่อไปนี้:
- นิยามของ ฟังก์ชัน
- ความแตกต่างระหว่าง ความสัมพันธ์ กับ ฟังก์ชัน
- วิธีตรวจสอบว่าความสัมพันธ์เป็นฟังก์ชันหรือไม่ โดยใช้แผนภาพ แผนภาพต้นไม้ และกราฟ
- เกมจับคู่ความสัมพันธ์แบบสนุก ๆ
พร้อมแล้วไปเริ่มกันเลยค่ะ!
นิยามของฟังก์ชัน
ก่อนอื่นต้องทบทวน ความสัมพันธ์ (Relation) เสียก่อน ความสัมพันธ์คือการจับคู่สมาชิกระหว่างเซตหนึ่งกับอีกเซตหนึ่ง โดยจับคู่กี่คู่ก็ได้ แบบไหนก็ได้ ไม่มีกฎเกณฑ์จำกัด
ฟังก์ชัน (Function) คือความสัมพันธ์ชนิดพิเศษที่มีเงื่อนไขเข้มงวดกว่า นิยามอย่างเป็นทางการคือ:
ฟังก์ชันจากเซต A ไปเซต B คือความสัมพันธ์ที่ทำให้สมาชิก ทุกตัว ของเซต A ไปจับคู่กับสมาชิกของเซต B เพียงตัวเดียวเท่านั้น
กล่าวอีกแบบคือ ถ้าเลือกสมาชิกตัวใดตัวหนึ่งในเซต A แล้ว จะต้องหาคู่ในเซต B ได้ หนึ่งค่าเดียวเท่านั้น ไม่มีทางได้สองค่า สามค่า หรือไม่ได้ค่าเลย
เราเรียกเซต A ว่า โดเมน (Domain) และเซต B ว่า โคโดเมน (Codomain) ส่วนสมาชิกของ B ที่ถูกจับคู่จริง ๆ เรียกว่า เรนจ์ (Range)
กฎทองคำของฟังก์ชัน
เพื่อให้จำง่าย ขอสรุปเป็นกฎสั้น ๆ สองข้อค่ะ:
- ครบทุกตัว — สมาชิกทุกตัวในเซต A ต้องมีคู่ ห้ามมีใครถูกทิ้งไว้เปล่า
- ตัวเดียวเท่านั้น — สมาชิกแต่ละตัวในเซต A จับคู่กับ B ได้เพียงตัวเดียว ห้ามจับหลายคู่
ถ้าผ่านกฎทองคำทั้งสองข้อ ความสัมพันธ์นั้นคือ ฟังก์ชัน ค่ะ
ตัวอย่าง: ฟังก์ชัน vs ไม่ใช่ฟังก์ชัน
มาดูตัวอย่างกันเลย สมมติให้
- เซต A = {1, 2, 3} (โดเมน)
- เซต B = {a, b, c, d} (โคโดเมน)
ตัวอย่างที่ 1: เป็นฟังก์ชัน
A B
1 ───→ a
2 ───→ c
3 ───→ b
d (ไม่มีใครจับคู่ ไม่เป็นไร)

ตรวจสอบ: 1 ไป a ✅, 2 ไป c ✅, 3 ไป b ✅ — ทุกตัวใน A มีคู่คนละตัว ผ่านทั้งสองกฎ เป็นฟังก์ชัน!
ตัวอย่างที่ 2: ไม่เป็นฟังก์ชัน (มีตัวจับหลายคู่)
A B
1 ───→ a
───→ b (1 จับสองคู่!)
2 ───→ c
3 ───→ d

ตรวจสอบ: 1 ไปทั้ง a และ b ❌ — ผิดกฎข้อ 2 ไม่เป็นฟังก์ชัน
ตัวอย่างที่ 3: ไม่เป็นฟังก์ชัน (มีตัวไม่มีคู่)
A B
1 ───→ a
2 ───→ c
3 (3 ไม่มีคู่!)
b
d

ตรวจสอบ: 3 ไม่มีคู่ ❌ — ผิดกฎข้อ 1 ไม่เป็นฟังก์ชัน
💡 สังเกตสำคัญ: สมาชิกในเซต B ไม่จำเป็นต้องถูกจับคู่ครบทุกตัว และสมาชิกใน B สามารถถูกจับคู่โดยสมาชิกใน A หลายตัวก็ได้ สิ่งที่สำคัญคือสมาชิกใน A ต้องมีคู่ ครบทุกตัว และ ตัวละคู่เดียว
วิธีตรวจสอบฟังก์ชัน 3 แบบ
แบบที่ 1: ใช้แผนภาพลูกศร
วาดวงกลมสองวง วงซ้ายคือเซต A วงขวาคือเซต B แล้วลากเส้นเชื่อมคู่ ดูว่ามีเส้นออกจากสมาชิกใน A กี่เส้น ถ้ามีสมาชิกใดใน A ที่ไม่มีเส้นออกเลย หรือมีเส้นออกมากกว่าหนึ่งเส้น ก็ไม่เป็นฟังก์ชัน
แบบที่ 2: ใช้แผนภาพต้นไม้
เขียนสมาชิกของ A ในแนวตั้ง แตกกิ่งออกไปหาสมาชิกของ B ถ้าสมาชิกตัวใดแตกกิ่งออกมากกว่าหนึ่งกิ่ง หรือไม่แตกกิ่งเลย ก็ไม่เป็นฟังก์ชัน
แบบที่ 3: ใช้กราฟ (Vertical Line Test)
วิธีที่นิยมมากเมื่อความสัมพันธ์อยู่ในรูปกราฟบนระนาบพิกัดฉาก คือการใช้ เส้นตรงแนวตั้ง ลากผ่านกราฟจากซ้ายไปขวา
ถ้าเส้นตรงแนวตั้งลากผ่านกราฟแล้ว ตัดกราฟได้ไม่เกินหนึ่งจุด ที่ตำแหน่งใด ๆ แสดงว่าเป็นฟังก์ชัน แต่ถ้าตัดได้มากกว่าหนึ่งจุด แม้เพียงตำแหน่งเดียว ก็ไม่เป็นฟังก์ชัน
ตัวอย่างกราฟที่เป็นฟังก์ชัน: เส้นตรง, พาราโบลา, วงกลมครึ่งบน
ตัวอย่างกราฟที่ไม่เป็นฟังก์ชัน: วงกลมเต็ม, พาราโบลาแนวนอน
เกมจับคู่ความสัมพันธ์ 🎮
มาลองเล่นเกมสนุก ๆ เพื่อทดสอบความเข้าใจกันค่ะ! กติกาคือดูว่าความสัมพันธ์แต่ละข้อเป็นฟังก์ชันหรือไม่ ลองคิดก่อนเฉลยนะคะ
ข้อ 1: เซตนักเรียน → เซตรหัสนักเรียน (นักเรียนแต่ละคนมีรหัสเดียว)
เฉลย
เป็นฟังก์ชัน ✅ เพราะนักเรียนแต่ละคนมีรหัสนักเรียนเพียงหนึ่งรหัสเท่านั้นข้อ 2: เซตนักเรียน → เซตวิชาที่ลงทะเบียน (นักเรียนคนหนึ่งลงได้หลายวิชา)
เฉลย
ไม่เป็นฟังก์ชัน ❌ เพราะนักเรียนคนเดียวจับคู่กับวิชาได้มากกว่าหนึ่งวิชา ผิดกฎข้อ 2ข้อ 3: เซตประเทศ → เซตเมืองหลวง (แต่ละประเทศมีเมืองหลวงหนึ่งเมือง)
เฉลย
เป็นฟังก์ชัน ✅ แต่ละประเทศมีเมืองหลวงเพียงเมืองเดียวข้อ 4: เซตบิดา → เซตบุตร (บิดาคนหนึ่งอาจมีบุตรหลายคน)
เฉลย
ไม่เป็นฟังก์ชัน ❌ บิดาคนเดียวอาจมีบุตรมากกว่าหนึ่งคนข้อ 5: เซตบุตร → เซตบิดา (บุตรแต่ละคนมีบิดาหนึ่งคน)
เฉลย
เป็นฟังก์ชัน ✅ บุตรแต่ละคนมีบิดาเพียงคนเดียว (ในทางชีววิทยา)🎯 ข้อสังเกต: ข้อ 4 และข้อ 5 แสดงให้เห็นว่าการสลับทิศทางของความสัมพันธ์อาจเปลี่ยนสถานะจาก "ไม่เป็นฟังก์ชัน" เป็น "เป็นฟังก์ชัน" ได้ ดังนั้นการระบุว่าเซตใดเป็นโดเมนและเซตใดเป็นโคโดเมนจึงสำคัญมาก!
สรุปท้ายบท
ในบทนี้เราได้เรียนรู้ว่า:
- ฟังก์ชัน คือความสัมพันธ์ที่สมาชิกทุกตัวในโดเมนจับคู่กับสมาชิกในโคโดเมน เพียงตัวเดียวเท่านั้น
- กฎทองคำสองข้อ: ครบทุกตัว และ ตัวเดียวเท่านั้น
- วิธีตรวจสอบฟังก์ชันได้แก่ แผนภาพลูกศร แผนภาพต้นไม้ และการทดสอบเส้นตรงแนวตั้ง (Vertical Line Test)
- การสลับทิศทางความสัมพันธ์อาจเปลี่ยนสถานะฟังก์ชันได้
แบบฝึกหัดท้ายบท
ลองตอบคำถามต่อไปนี้ก่อนไปบทถัดไปค่ะ:
- ความสัมพันธ์ {(1,3), (2,5), (3,5), (4,7)} เป็นฟังก์ชันหรือไม่? ทำไม?
- ความสัมพันธ์ {(1,3), (1,5), (2,7)} เป็นฟังก์ชันหรือไม่? ทำไม?
- กราฟของ x² + y² = 9 (วงกลม) เป็นฟังก์ชันหรือไม่? ใช้วิธีใดตรวจสอบ?
- ให้เหตุผลว่าทำไม "เซตคน → เซตหมายเลขบัตรประชาชน" จึงเป็นฟังก์ชัน แต่ "เซตหมายเลขบัตรประชาชน → เซตคน" ก็เป็นฟังก์ชันเช่นกัน
ในบทถัดไปเราจะมาเจาะลึกเรื่อง โดเมนและเรนจ์ของฟังก์ชัน กันค่ะ จะได้รู้ว่าค่าที่ใส่เข้าไปได้และค่าที่ออกมามีขอบเขตอย่างไร แล้วพบกันในบทหน้า!