บทที่ 1 จาก 7 · 10 นาที · ดูฟรี

ทำไมต้องเรียน เรื่อง เซต

ในบทที่แล้ว เราได้รู้จักกับเซต (Set) คืออะไร วิธีเขียนแทนเซตทั้งแบบแจกแจงและแบบบอกคุณสมบัติ รวมถึงการเป็นและไม่เป็นสมาชิกของเซต แต่หลายคนอาจยังสงสัยว่า "แล้วเราต้องรู้เรื่องนี้ไปทำไม?" บทเรียนนี้จะตอบคำถามนั้นค่ะ เราจะได้เห็นภาพว่าเซตไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ปีกกางุ้ย ๆ บนกระดานสอบ แต่มันอยู่รอบตัวเราและเป็นรากฐานของความคิดทางคณิตศาสตร์และวิทยาการคำนวณที่ทรงพลังมากค่ะ

เซตคือภาษาพื้นฐานของคณิตศาสตร์

คณิตศาสตร์ทุกสาขาแทบจะมีจุดเริ่มต้นจากเซต ไม่ว่าจะเป็นพีชคณิต แคลคูลัส สถิติ หรือตรรกะ เพราะเซตให้ภาษาและกรอบความคิดในการจัดการกับ "กลุ่มของสิ่งของ" อย่างชัดเจนและไม่คลุมเครือ

ลองนึกถึงคำถามง่าย ๆ เช่น

"จำนวนเฉพาะคืออะไร?"

เราสามารถตอบด้วยภาษาเซตได้ทันทีค่ะ

P = { x | x เป็นจำนวนเต็มบวก และ x มีตัวประกอบเพียง 1 และตัวมันเอง }

เมื่อเราเขียนแบบนี้ ความหมายก็ชัดเจนไม่คลุมเครือ ใครก็สามารถตรวจสอบได้ว่าตัวเลขใดอยู่ในเซต P และตัวเลขใดไม่อยู่ นี่คือพลังของเซต — มันให้นิยามที่แม่นยำแก่สิ่งที่อาจฟังดูเป็นนามธรรม

เซตในชีวิตประจำวัน

เราใช้แนวคิดเซตอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัวค่ะ ลองดูตัวอย่างเหล่านี้

ตัวอย่างที่ 1: การแบ่งกลุ่มในห้องเรียน

สมมติครูบอกว่า "นักเรียนที่เล่นกีฬาบาสเก็ตบอลยืนฝั่งซ้าย นักเรียนที่เล่นฟุตบอลยืนฝั่งขวา" ถ้ามีนักเรียนที่เล่นทั้งสองชนิด พวกเขาจะยืนตรงไหน? นี่คือแนวคิดของ อินเตอร์เซกชัน (Intersection) ที่เราจะได้เรียนในบทถัด ๆ ไปค่ะ

เราสามารถเขียนแทนได้ดังนี้

B = { นักเรียนที่เล่นบาสเก็ตบอล } F = { นักเรียนที่เล่นฟุตบอล }

นักเรียนที่เล่นทั้งสองชนิดคือสมาชิกที่อยู่ในทั้งเซต B และเซต F พอเราเข้าใจเซต เราก็สามารถคิดเรื่องแบ่งกลุ่มแบบนี้ได้อย่างเป็นระบบ

ตัวอย่างที่ 2: การช้อปปิ้งออนไลน์

เวลาเรากรองสินค้าใน Shopee หรือ Lazada เรามักเลือกตัวกรอง เช่น "ราคา 100–500 บาท" + "มีจัดส่งฟรี" + "รับส่วนลดเหรียญ" สินค้าที่แสดงผลคือสินค้าที่เป็นสมาชิกของทุกเซตที่เรากำหนด นี่คืออินเตอร์เซกชันในชีวิตจริงค่ะ

ผลลัพธ์ = { สินค้าที่ราคา 100–500 } ∩ { สินค้าที่จัดส่งฟรี } ∩ { สินค้าที่รับส่วนลดเหรียญ }

ตัวอย่างที่ 3: โซเชียลมีเดีย

เวลาเราเห็นคำว่า "เพื่อนร่วมกัน 12 คน" บน Facebook นั่นคืออินเตอร์เซกชันของเซตเพื่อนของเรากับเซตเพื่อนของอีกคนค่ะ และถ้าเราเห็น "คนที่คุณอาจรู้จัก" นั่นก็เกี่ยวข้องกับแนวคิดยูเนียนและคอมพลีเมนต์ของเซตเช่นกัน

เซตกับวิทยาการคอมพิวเตอร์

ถ้าใครสนใจเขียนโปรแกรมหรือวิทยาการคอมพิวเตอร์ เซตคือหัวใจสำคัญมากค่ะ ภาษาโปรแกรมส่วนใหญ่มีโครงสร้างข้อมูลประเภท Set อยู่ในตัว ยกตัวอย่างเช่น Python

python

สร้างเซตของนักเรียนที่เล่นกีฬา

basketball = {"อานนท์", "บุญมี", "ชลธิช"} football = {"บุญมี", "ดวงใจ", "อานนท์", "วิภา"}

ใครเล่นทั้งสองชนิด? (Intersection)

both = basketball & football print(both) # {'อานนท์', 'บุญมี'}

ใครเล่นอย่างน้อยหนึ่งชนิด? (Union)

either = basketball | football print(either) # {'อานนท์', 'บุญมี', 'ชลธิช', 'ดวงใจ', 'วิภา'}

ใครเล่นบาสเก็ตบอลแต่ไม่เล่นฟุตบอล? (Difference)

only_basketball = basketball - football print(only_basketball) # {'ชลธิช'}

สังเกตไหมคะว่าสัญลักษณ์ &, |, - ใน Python ก็คือการดำเนินการของเซตนั่นเอง ถ้าเราเข้าใจเซตตั้งแต่ระดับแนวคิด การเขียนโปรแกรมก็จะง่ายขึ้นมาก

เซตกับฐานข้อมูล

ในวงการฐานข้อมูล โดยเฉพาะ SQL แนวคิดเซตก็อยู่ทุกที่ค่ะ คำสั่ง UNION, INTERSECT, EXCEPT ล้วนมาจากทฤษฎีเซตทั้งสิ้น

sql -- หาลูกค้าที่ซื้อทั้งสินค้า A และสินค้า B SELECT customer_id FROM orders_A INTERSECT SELECT customer_id FROM orders_B;

-- หาลูกค้าที่ซื้อสินค้า A แต่ไม่เคยซื้อสินค้า B SELECT customer_id FROM orders_A EXCEPT SELECT customer_id FROM orders_B;

นี่คือเหตุผลว่าทำไมวิศวกรซอฟต์แวร์ นักวิเคราะห์ข้อมูล และนักพัฒนาฐานข้อมูลจำเป็นต้องเข้าใจเซตค่ะ มันไม่ใช่แค่ทฤษฎีในตำรา แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้จริงในงานอาชีพ

เซตกับการคิดเชิงตรรกะ

เซตช่วยฝึกให้เราคิดอย่างเป็นระบบ เพราะเซตบังคับให้เราต้องกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจน ไม่ใช่ "พวกคนเก่ง" หรือ "พวกคนดี" ที่คลุมเครือ แต่ต้องเป็น "นักเรียนที่ได้คะแนนสูงกว่า 80" ที่ตรวจสอบได้ค่ะ

การฝึกคิดแบบเซตช่วยพัฒนาทักษะต่อไปนี้

  1. การจัดหมวดหมู่ — แบ่งสิ่งของเป็นกลุ่มตามคุณสมบัติที่ชัดเจน
  2. การหาความสัมพันธ์ — เห็นว่ากลุ่มไหนซ้อนกัน กลุ่มไหนแยกกัน กลุ่มไหนเป็นส่วนหนึ่งของอีกกลุ่ม
  3. การให้เหตุผล — สรุปผลจากเงื่อนไขได้อย่างถูกต้อง ไม่สับสน

เซตในการสอบ

สำหรับนักเรียนที่กำลังเตรียมสอบ ไม่ว่าจะเป็นสอบเข้ามหาวิทยาลัย GED หรือสอบรับราชการ เซตเป็นหัวข้อที่ออกสอบเกือบทุกการสอบที่มีคณิตศาสตร์ค่ะ เพราะเซตทดสอบทั้งความเข้าใจแนวคิดและทักษะการแก้โจทย์ปัญหา

โจทย์เซตมักออกในรูปแบบเช่น

ในห้องมีนักเรียน 40 คน เรียนพิเศษคณิตศาสตร์ 25 คน เรียนพิเศษภาษาอังกฤษ 18 คน และเรียนพิเศษทั้งสองวิชา 10 คน มีนักเรียนกี่คนที่ไม่เรียนพิเศษเลย?

โจทย์แบบนี้แก้ได้ง่ายมากถ้าเราเข้าใจเซตและแผนภาพเวนน์ ซึ่งเราจะได้เรียนในบทประยุกต์และลุยโจทย์ปัญหาค่ะ

ทบทวนสั้น ๆ จากบทที่แล้ว

ก่อนไปบทถัดไป มาทบทวน 3 จุดสำคัญจากบทที่แล้วกันค่ะ

  1. เซตคือการรวบรวมสิ่งของที่มีคุณสมบัติชัดเจน (Well-defined)
  2. เขียนแทนเซตได้ 2 แบบ คือแบบแจกแจงสมาชิกและแบบบอกคุณสมบัติ
  3. สัญลักษณ์ แปลว่าเป็นสมาชิก และ แปลว่าไม่เป็นสมาชิก

ถ้าจำได้ครบ ก็พร้อมไปบทถัดไปแล้วค่ะ!

สรุปท้ายบท

ในบทนี้ เราได้เห็นว่าเซตไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยค่ะ มันปรากฏใน

  1. คณิตศาสตร์เอง — เป็นภาษาพื้นฐานให้สาขาอื่น ๆ ใช้นิยามและให้เหตุผล
  2. ชีวิตประจำวัน — การแบ่งกลุ่มคน การกรองสินค้า โซเชียลมีเดีย
  3. วิทยาการคอมพิวเตอร์ — โครงสร้างข้อมูล Set ในภาษาโปรแกรม
  4. ฐานข้อมูล — คำสั่ง UNION, INTERSECT, EXCEPT ใน SQL
  5. การคิดเชิงตรรกะ — ฝึกจัดหมวดหมู่และให้เหตุผลอย่างเป็นระบบ
  6. การสอบ — เป็นหัวข้อสำคัญในการสอบหลายระดับ

เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าทำไมต้องเรียนเซต ในบทถัดไปเราจะลงลึกไปดูว่าเซตนั้นมีกี่ประเภท แต่ละประเภทมีลักษณะอย่างไร และมีเซตพิเศษอย่างเซตว่างและเอกภพสัมพัทธ์ที่สำคัญอย่างไรค่ะ

พบกันในบทถัดไป: รู้จักประเภทของเซต

เซตไม่ได้เหมือนกันหมดนะคะ! บางเซตมีสมาชิกนับได้ บางเซตนับไม่ถ้วน และมีเซตที่ไม่มีสมาชิกเลยสักตัว ไปดูกันว่าเซตแบ่งประเภทได้อย่างไร และแต่ประเภทมีความสำคัญอย่างไร ในบทหน้าค่ะ!