
บทขยายที่ ๑: ชิ้นส่วนเรืองแสง
เดือนพฤษภาคม ปี ๑๙๔๙ ห้องเก็บของลับใต้ดินของฐานทัพอากาศ Wright-Patterson — ห้องที่ไม่มีบนแผนผังอาคาร ห้องที่ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีระบบระบายอากาศแบบปกติ อากาศถูกกรองผ่านถ่านฮีปาอย่างละเอียดเพื่อกันฝุ่นและสปอร์เชื้อรา ไม่มีใครในฐานทัพรู้ด้วยซ้ำว่าห้องนี้มีอยู่
ไมเคิล เดวิส วิศวกรไฟฟ้าจาก MIT นั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กเย็นเฉียบ เขาเพิ่งถูกส่งตัวมาที่นี่เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ก่อนหน้านี้เขาทำงานวิจัยเรดาร์ที่ Bell Labs ในนิวเจอร์ซีย์ แล้ววันหนึ่งมีคนมาหาเขาที่ห้องทำงาน — ชายในชุดสูทสีเข้มไม่บอกชื่อ ไม่บอกยศ ไม่บอกหน่วยงาน บอกแค่ว่า "ประเทศชาติต้องการตัวคุณ" และให้เวลาเขา ๒ ชั่วโมงเก็บของ
ไมเคิลไม่ได้ลางาน เขาแค่เดินออกจากอาคารและไม่ได้กลับมาอีก
ภรรยาของเขาได้รับจดหมายจาก "กระทรวงกลาโหม" บอกว่าเขาถูกเรียกตัวไปปฏิบัติภารกิจพิเศษ จะติดต่อได้ไม่ได้ชั่วคราว เธอไม่รู้ว่าชั่วคราวคือนานแค่ไหน ไมเคิลเองก็ไม่รู้
ข้ามโต๊ะจากเขา มาร์คัส เฮนเดอร์สัน นักฟิสิกส์นิวเคลียร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก กำลังจ้องมองชิ้นส่วนเล็กๆ บนผ้ากำมะหยี่สีดำ มาร์คัสอายุ ๓๔ ปี แก่นิดนึงสำหรับนักวิจัย แต่ผมของเขาเริ่มหงอกตั้งแต่อายุ ๒๘ เขาเคยทำงานกับเอนริโก เฟอร์มี่ในโครงการแมนฮัตตัน รู้จักรังสีดี รู้จักความลับดี แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ไม่เหมือนอะไรที่เขาเคยเห็น
ชิ้นส่วนเล็กๆ นั้นยาวราว ๑๒ เซนติเมตร กว้าง ๔ เซนติเมตร หนาไม่ถึง ๑ เซนติเมตร น้ำหนักเบาผิดปกติ — เมื่อไมเคิลหยิบมันขึ้นมาครั้งแรก เขาคิดว่ามันคงเบาเพราะเป็นพลาสติกบางชนิด แต่พลาสติกไม่มีวันเย็นเฉียบแบบนี้ พลาสติกไม่มีวันเรืองแสงสีฟ้าอ่อนเมื่อสัมผัสกับความร้อนของมือ
มันเรืองแสงตอนนี้ สีฟ้าอ่อนเหมือนแสงจันทร์ที่สะท้อนน้ำค้าง เรืองแสงเรียบ ไม่วูบ ไม่กระพริบ ราวกับมันหายใจ
"สิบสี่เดือน" มาร์คัสพูดเบาๆ ไม่ได้มองหน้าไมเคิล ตาจับอยู่ที่ชิ้นส่วน "สิบสี่เดือนที่ฉันนั่งดูสิ่งนี้ และฉันยังไม่รู้ว่ามันทำจากอะไร"
ไมเคิลเงียบไปครู่หนึ่ง "คุณอยู่ที่นี่ก่อนผมสิบสี่เดือน?"
"สิบสี่เดือน และอีกสามคนก่อนหน้าฉัน คนแรกเป็นนักวัสดุศาสตร์จาก Caltech เขาดูสองเดือนแล้วขอย้ายออกไป บอกว่ามันทำให้เขาปวดหัว ไม่ใช่ปวดหัวแบบปกตินะ ปวดหัวแบบสมองปฏิเสธที่จะเข้าใจสิ่งที่ตาเห็น" มาร์คัสหยิบชิ้นส่วนขึ้นมาวางบนฝ่ามือ "คุณรู้สึกไหม?"
ไมเคิลรู้สึก เย็นเฉียบ แต่ไม่ใช่ความเย็นจากโลหะ มันเย็นเหมือนวัตถุนี้มีอุณหภูมิของมันเอง อุณหภูมิที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไม่ว่าสิ่งแวดล้อมจะร้อนหรือเย็น
"มันไม่มีความต้านทาน" ไมเคิลพูด น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
มาร์คัสเงยหน้ามอง "คุณวัดแล้ว?"
"วัดทุกอย่างที่นึกออก มัลติมิเตอร์ ออสซิลโลสโคป สเปกโตรมิเตอร์ ไม่มีอะไรตรวจจับได้ มันไม่นำไฟฟ้า — หรือนำแต่ไม่ในทางที่เราเข้าใจ มันไม่มีความต้านทานเลย ศูนย์ ไม่ใช่ใกล้ศูนย์ มันคือศูนย์"
"ตัวนำยิ่งยวง" มาร์คัสพูดคำนี้ออกมาช้าๆ ราวกับเคี้ยวแต่ละพยางค์
"ตัวนำยิ่งยวงต้องการอุณหภูมิต่ำมาก ใกล้ศูนย์องศาเคลวิน แต่สิ่งนี้อยู่ที่อุณหภูมิห้อง" ไมเคิลหยิบชิ้นส่วนขึ้นมาอีกครั้ง "อุณหภูมิมือของผม ประมาณ ๓๗ องศาเซลเซียส และมันยังตัวนำยิ่งยวง"
มาร์คัสวางปากกาลง บันทึกของเขาเต็มไปด้วยตัวเลขและแผนภาพ แต่หน้าสุดท้ายเขียนไว้แค่ประโยคเดียว: "สิ่งนี้ไม่ควรมีอยู่"
ห้องเก็บของลับใต้ดินถูกแบ่งเป็นสามส่วน ส่วนแรกเป็นห้องวิจัยที่พวกเขานั่งอยู่ตอนนี้ มีโต๊ะเหล็ก ไฟส่องแรง เครื่องมือวัดเรียงราย ส่วนที่สองเป็นห้องเก็บซากยาน — หรือสิ่งที่เหลือจากซากยาน ไม่ได้เป็นรูปร่างยานอีกต่อไป มันคือชิ้นส่วนกระจัดกระจายนับร้อย บางชิ้นใหญ่เท่าแขน บางชิ้นเล็กเท่าเล็บ ถูกเก็บในกล่องไม้ผนึก แต่ละกล่องมีหมายเลขจารึก
ส่วนที่สามคือห้องที่ไม่มีใครพูดถึง
ไมเคิลเห็นประตูของห้องที่สามในสัปดาห์แรก ประตูเหล็กหนา ๓ นิ้ว ไม่มีกลอน ไม่มีลูกบิด มีแค่แผงกดรหัสและช่องสแกนลายนิ้วมือ เขาถามมาร์คัสว่าห้องนั้นคืออะไร มาร์คัสส่ายหัว
"ไม่ใช่หน้าที่เรา หน้าที่เราคือชิ้นส่วนพวกนี้" เขาชี้ไปที่ผ้ากำมะหยี่ "ห้องนั้นเป็นหน้าที่ของคนอื่น"
ไมเคิลไม่ได้ถามต่อ แต่เขาสังเกตว่าบางคืน หลังเขาและมาร์คัสกลับไปนอนที่ห้องพักใต้ดิน จะมีเสียงเปิดประตูห้องที่สาม เสียงก้าวเท้าเบาๆ คนสองคน เสียงเครื่องจักรทำงาน เสียงแปลกๆ ที่เหมือนเสียงกระซิบผ่านผนัง แล้วเงียบไป
เขาไม่เคยเห็นหน้าคนที่เข้าห้องนั้น
คืนนั้น ไมเคิลนอนไม่หลับ
เขานอนบนเตียงทหารในห้องพักใต้ดิน ฝาเพดานเป็นคอนกรีตเปล่า ไม่มีภาพ ไม่มีปฏิทิน ไม่มีสิ่งใดบอกว่าวันนี้วันอะไร นาฬิกาข้อมือของเขาถูกเก็บไปตั้งแต่วันแรก พวกเขาบอกเขาว่า "เวลาไม่ใช่ของคุณอีกต่อไป"
แต่สมองของเขาไม่ยอมหยุด
ชิ้นส่วนเล็กๆ นั้นวนอยู่ในหัวเขา สีฟ้าอ่อนที่เรืองออกมาเมื่อสัมผัสความร้อน — มันไม่ใช่ปฏิกิริยาเคมี เพราะไม่มีการใช้สาร มันไม่ใช่การเรืองแสงทางไฟฟ้า เพราะไม่มีประจุ มันเป็นอะไรบางอย่างที่ส่งพลังงานผ่านตัวมันได้โดยไม่มีความต้านทานเลย
ถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้ เราจะเปลี่ยนโลก
คำพูดของเขาเองก้องอยู่ในหัว เขาลุกจากเตียง ไปที่โต๊ะเล็กในมุมห้อง หยิบสมุดบันทึกที่ทหารมอบให้ — สมุดปกแข็ง กระดาษคุณภาพสูง ไม่มีบรรทัด เขาเริ่มวาด
มือเขาเคยชินกับวาดแผนผังวงจรไฟฟ้า เส้นตรง มุมฉาก สัญลักษณ์ที่ชาวโลกเข้าใจ แต่คืนนี้มือเขาวาดออกมาไม่เหมือนวงจรใดที่เขาเคยเห็น เส้นโค้ง วงกลมซ้อนวงกลม เส้นเชื่อมที่ไม่ไปที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่กระจายออกเหมือนใยแมงมุม เขาวาดไปเรื่อยๆ จนปลายปากกาจมหมึกหมด เปลี่ยนอันใหม่ วาดต่อ
เขาไม่รู้ว่ากี่โมงแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นตีสามหรือตีสี่ แต่เมื่อแสงไฟในห้องพักเปลี่ยนจากสีเหลืองอ่อนเป็นสีขาวสว่าง — สัญญาณบอกเวลาตื่น — เขาจึงรู้ว่าเขานั่งวาดทั้งคืน
สมุดเต็มไปสามหน้า หน้าแรกเป็นภาพร่างของชิ้นส่วน หน้าที่สองเป็นแผนผังที่เขาเดาว่าภายในชิ้นส่วนอาจเป็นอย่างไร หน้าที่สามเป็นคำถาม:
"หากวัตถุนี้นำพลังงานได้โดยไม่มีความต้านทาน พลังงานนั้นไปไหน? มันไม่ได้สูญหาย มันต้องไปที่ไหนสักแห่ง หรือ... มันวนกลับมา? วงจรปิดที่ไม่สูญเสียอะไรเลย — พลังงานนิรันดร์?"
วันรุ่งขึ้น ไมเคิลวางสมุดบันทึกเปิดอยู่บนโต๊ะ หน้าที่สามชี้ให้มาร์คัสดู
มาร์คัสอ่านทุกบรรทัด อ่านช้า ปลายนิ้วเขาตามเส้นวาดบนกระดาษ เขาเงียบนาน
"พลังงานนิรันดร์" มาร์คัสพูด "คุณรู้ว่านั่นเป็นไปไม่ได้"
"ผมรู้ แต่สิ่งที่ผมเห็นก็เป็นไปไม่ได้" ไมเคิลตอบ "ทุกอย่างในห้องนี้เป็นไปไม่ได้ ชิ้นส่วนเป็นไปไม่ได้ ยานที่มันมาจากเป็นไปไม่ได้ ความจริงว่าเรายืนอยู่ที่นี่เป็นไปไม่ได้ แต่เรายืนอยู่"
มาร์คัสวางสมุดลง เดินไปที่ตู้เก็บอุปกรณ์ หยิบกล่องไม้หมายเลข ๗๓ วางบนโต๊ะ เปิดฝา ข้างในเป็นชิ้นส่วนอีกชิ้น ใหญ่กว่าชิ้นแรกเล็กน้อย สีเทาเข้ม ไม่เรืองแสง แต่เมื่อมาร์คัสหยิบมันขึ้นมา มีเสียงดังเบาๆ เหมือนเสียงเครื่องดนตรีที่ถูกกระทบเบาๆ ทำน้ำเสียงหลายเสียงพร้อมกัน
"ชิ้นนี้" มาร์คัสพูด "ฉันพบมันเมื่อสามเดือนก่อน มันสั่นเมื่ออยู่ใกล้ชิ้นส่วนที่คุณถือ ลอยดู"
ไมเคิลหยิบชิ้นส่วนเรืองแสงจากผ้ากำมะหยี่ ทันทีที่มือเขาสัมผัส ชิ้นส่วนในมือมาร์คัสสั่นแรงขึ้น เสียงเครื่องดนตรีดังขึ้น และชิ้นส่วนในมือไมเคิลเรืองแสงสว่างกว่าเดิม
สีฟ้าอ่อนกลายเป็นสีฟ้าสด
ทั้งสองคนจ้องมอง
"มันสื่อสารกัน" ไมเคิลกระซิบ "ชิ้นส่วนสื่อสารกัน"
มาร์คัสวางชิ้นส่วนลงบนโต๊ะ ห่างจากชิ้นที่ไมเคิลถือราว ๒๐ เซนติเมตร เสียงเครื่องดนตรีเบาลง แสงสีฟ้ากลับจางลง แต่ไม่ดับ
"ระยะ" มาร์คัสพูดเบา "มันสื่อสารกันในระยะใกล้ แต่ยังสื่อสารได้แม้ไม่สัมผัส มัน... มันเหมือนเสียงเรียก"
ไมเคิลวางชิ้นส่วนลง เดินไปที่ตู้ หยิบกล่องไม้หมายเลข ๗๑ ๗๒ ๗๔ ๗๕ เปิดทุกกล่อง ข้างในมีชิ้นส่วนเล็กใหญ่ต่างกัน เขานำชิ้นส่วนจากกล่อง ๗๓ วางกลางโต๊ะ แล้วนำชิ้นส่วนอื่นๆ วางรอบๆ ทีละชิ้น
ชิ้นแรกที่วางลง — ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ชิ้นที่สอง — ไม่มีอะไร
ชิ้นที่สาม — ชิ้นส่วนกลางโต๊ะสั่นเบาๆ
ชิ้นที่สี่ — ทุกชิ้นสั่นพร้อมกัน เสียงเครื่องดนตรีดังขึ้น และชิ้นส่วนเรืองแสงเริ่มเรืองแสงสีฟ้าโดยที่ไม่มีใครสัมผัสมัน
ไมเคิลและมาร์คัสถอยห่างจากโต๊ะ ชิ้นส่วนทั้งห้าวางอยู่บนผ้ากำมะหยี่ เรืองแสงสีฟ้าสด สั่นเบาๆ ส่งเสียงแหลมเบาที่คนเราแทบไม่ได้ยิน แต่รู้สึกได้ว่ามันสั่นถึงกระดูก
"ห้าชิ้น" มาร์คัสพูดเสียงแหบ "ห้าชิ้นส่วนทำงานพร้อมกัน มันไม่ใช่ชิ้นส่วนแยกกัน มันเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ระบบเดียวกัน"
ไมเคิลรู้สึกหัวใจเต้นแรง เขาหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา เขียนเร็ว มือสั่น:
"ชิ้นส่วนไม่ใช่วัตถุแยกกัน มันเป็นเครือข่าย เมื่ออยู่ใกล้กันพอ มันสื่อสาร มันสั่น มันเรืองแสง มันแลกเปลี่ยนพลังงานโดยไม่มีสายไฟ ไม่มีวงจร ไม่มีความต้านทาน มันแลกเปลี่ยนผ่าน... อะไร? อากาศ? สนามแม่เหล็ก? หรืออะไรที่เรายังไม่รู้จัก?"
"ถ้านี่คือห้าชิ้นจากยานที่มีชิ้นส่วนนับร้อย ระบบเต็มรูปแบบจะทำงานอย่างไร? ระบบเต็มรูปแบบส่งพลังงานได้เท่าไหร่? สื่อสารได้ไกลแค่ไหน?"
"และที่สำคัญที่สุด — ใครสร้างสิ่งนี้?"
มาร์คัสเดินไปที่มุมห้อง หยิบแฟ้มเอกสารหนาที่เขาเก็บไว้ในลิ้นชักเหล็ก เดินกลับมาวางบนโต๊ะข้างชิ้นส่วนที่ยังเรืองแสง
"ฉันไม่เคยให้ใครดูแฟ้มนี้" เขาพูด "แต่คุณควรเห็น"
ไมเคิลเปิดแฟ้ม ข้างในเป็นภาพถ่ายขาวดำคุณภาพต่ำ ภาพทะเลทราย ภาพร่องรอยบนพื้นทราย ภาพชิ้นส่วนกระจัดกระจาย ภาพผู้คนในชุดทหารยืนล้อมรอบวัตถุขนาดใหญ่ที่ฝังอยู่ในทรายครึ่งหนึ่ง
ภาพสุดท้ายทำให้ไมเคิลหยุดหายใจ
เป็นภาพวัตถุรูปร่างคล้ายจานบินกว้างราว ๙ เมตร สีเทาเข้ม ไม่มีรอยต่อ ไม่มีบล็อค ไม่มีหัวเชลล์ พื้นผิวเรียบเนียนเหมือนหยดน้ำที่กลายเป็นโลหะ เศษซากกระจัดกระจายรอบๆ แต่ตัววัตถุยังคงรูปทรงเกือบสมบูรณ์
"รอสเวลล์" มาร์คัสพูด "เดือนกรกฎาคม ปี ๑๙๔๗ สองปีก่อนที่ฉันมาที่นี่ ภาพเหล่านี้ถูกถ่ายก่อนที่ทหารจะเข้ามาเก็บกวาดทุกอย่าง คนที่ถ่ายภาพ... ไม่ใช่ทหาร เป็นพลเรือนที่บังเอิญอยู่ใกล้เขต ก่อนที่เขาจะถูกสั่งให้ลืมสิ่งที่เห็น"
"เขาลืมไหม?" ไมเคิลถาม
"เขาบอกว่าลืม แต่ภาพถ่ายยังอยู่" มาร์คัสชี้ไปที่ภาพจานบิน "มองดีๆ คุณเห็นไหม?"
ไมเคิลจ้องภาพ ในตอนแรกเขาไม่เห็นอะไรนอกจากวัตถุรูปจาน แต่เมื่อมองใกล้ เขาเห็นรอยบนพื้นผิว — เส้นบางๆ คดเคี้ยวเหมือนเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนัง วิ่งจากกลางจานกระจายออกไปขอบ และที่กลางจานมีจุดเล็กๆ สีเข้มกว่าจุดอื่น
ไมเคิลหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา เปิดหน้าที่เขาวาดแผนผังในคืนนั้น — เส้นโค้ง วงกลมซ้อนวงกลม เส้นเชื่อมกระจายออกเหมือนใยแมงมุม
เขาเทียบภาพถ่ายกับแผนผังที่เขาวาด
เส้นบนพื้นผิวจานบิน — ตรงกับเส้นที่เขาวาด
ไม่ใช่ตรงเป๊ะ แต่โครงสร้างเหมือนกัน การกระจายตัวเหมือนกัน ทิศทางเหมือนกัน
"คุณวาดนี้จากจินตนาการ?" มาร์คัสถาเสียงสั่น
"ผมไม่รู้ว่ามันจากอะไร" ไมเคิลตอบ "ผมแค่วาดสิ่งที่ผมนึกถึงตอนนอนไม่หลับ แต่..."
เขาไม่ได้พูดต่อ เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไร
มาร์คัสนั่งลงช้าๆ มองชิ้นส่วนที่ยังเรืองแสงสีฟ้าบนโต๊ะ แล้วมองแผนผังในสมุดบันทึก
"ฉันอยู่ที่นี่สิบสี่เดือน" เขาพูดช้า "ฉันเขียนบันทึกเต็มสามเล่ม ฉันวัดทุกอย่าง บันทึกทุกตัวเลข แต่ฉันไม่เคยวาดอะไรแบบนี้ ฉันไม่เคยนึกถึงโครงสร้างแบบนี้ แต่คุณมาที่นี่สองสัปดาห์แล้ววาดสิ่งที่ตรงกับสิ่งที่อยู่บนยานจริงๆ"
"มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ" ไมเคิลพูดเบา "แต่ผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร"
ทั้งสองนั่งเงียบ ชิ้นส่วนเรืองแสงสีฟ้าอยู่ตรงกลาง สั่นเบาๆ ส่งเสียงแหลมเบาที่คนเราแทบไม่ได้ยิน
แล้วจากห้องที่สาม — ห้องที่ไม่มีใครพูดถึง — มีเสียงดังขึ้น
เสียงสั่นเบาๆ เสียงเครื่องดนตรี เสียงแหลมเบา
เหมือนเสียงของชิ้นส่วนบนโต๊ะ ณ ที่นี้
แต่ดังกว่า ลึกกว่า ยาวนานกว่า
ราวกับมีอะไรบางอย่างในห้องนั้น กำลังตอบกลับ
ไมเคิลและมาร์คัสหันไปมองประตูเหล็กหนา ๓ นิ้ว แสงสีฟ้าอ่อนลอดผ่านช่องใต้ประตู สว่างเบาๆ แล้วดับลง
เสียงหายไป
ชิ้นส่วนบนโต๊ะยังเรืองแสง แต่สั่นช้าลง เสียงแหลมเบาลง จนเงียบสนิท
ไมเคิลเขียนในสมุดบันทึกอีกบรรทัด:
"มีบางอย่างในห้องที่สาม และมันรู้ว่าเราอยู่ที่นี่"
คืนนั้น ไมเคิลนอนไม่หลับอีก
เขานอนบนเตียงทหาร มองเพดานคอนกรีต มือกำสมุดบันทึกไว้แน่น ในหัวเขา สีฟ้าอ่อนยังเรืองแสง
เขานึกถึงภรรยา นึกถึงบ้าน นึกถึงสวนหลังบ้านที่เขาปลูกมะเขือเทศ นึกถึงกลิ่นดินชื้นหลังฝน นึกถึงเสียงนกในตอนเช้า
แล้วเขานึกถึงชิ้นส่วนเล็กๆ ที่เรืองแสงสีฟ้า ที่ไม่มีความต้านทาน ที่สื่อสารกับชิ้นส่วนอื่น ที่ได้รับการตอบกลับจากห้องที่สาม
"ถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้ เราจะเปลี่ยนโลก"
เขาพูดไปแล้ว แต่ตอนนี้เขาไม่แน่ใจว่า "เรา" หมายถึงใคร
เขาลุกจากเตียงอีกครั้ง เปิดสมุดบันทึกหน้าใหม่ วาดต่อจากคืนก่อน แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้วาดชิ้นส่วน เขาวาดประตูเหล็ก และแสงสีฟ้าที่ลอดใต้ประตู
แล้วเขาเขียนคำถามสุดท้ายก่อนหลับไป:
"ห้องที่สามเก็บอะไรไว้? และทำไมพวกเขาถึงให้เราอยู่ใกล้มัน?"
จบบทขยายที่ ๑: ชิ้นส่วนเรืองแสง
© ของขวัญจากต่างดาว-serpo — สงวนลิขสิทธิ์โดย Dev365TH · ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปเผยแพร่/จำหน่ายในทุกรูปแบบ · ข้อกำหนดการใช้งาน
ความคิดเห็น (0)
เข้าสู่ระบบ เพื่อร่วมพูดคุย