เต่าแห่งดาวเคราะห์น้อย

ตอนที่ 1 จาก 6 · อ่าน 15 นาที

คนขยะแห่งอวกาศ


ปี 3002 มนุษย์ไม่ได้สื่อสารกันเพียงแค่ในโลกอีกต่อไป

มาตั้งสี่ร้อยกว่าปีแล้ว ที่เราเริ่มได้ยินเสียงจากฟ้าไกล เสียงเหล่านั้นไม่ใช่สัญญาณรบกวน ไม่ใช่เสียงสถิตจากดาวที่กำลังตาย แต่เป็นเสียงของใครบางคนที่อยู่ห่างออกไปนับร้อยนับพันปีแสง เสียงที่บอกว่าพวกเขาอยู่ที่นั่น พวกเขารู้ว่าเราอยู่ที่นี่ และพวกเขาอยากคุย

ตอนนี้ เสียงเหล่านั้นไม่ใช่เสียงแปลกหน้าอีกแล้ว เป็นเหมือนเสียงเพื่อนบ้านที่อยู่ฝั่งถัดไปของห้วงอวกาศ บางครั้งก็ทักทาย บางครั้งก็เรียกร้อง และบางครั้งก็เพียงแค่เงียบ

ผมไม่ได้สนใจเสียงเหล่านั้นมากนัก

ไม่ใช่เพราะผมไม่สนใจโลก แต่เพราะผมมีงานต้องทำ


ผมชื่ออะไร ไม่สำคัญหรอก

คนที่นี่เรียกผมว่า "คนขยะ" บ้างก็เรียก "ยามด่าน" บ้างก็เรียก "ตำนาน" ส่วนใหญ่แล้วไม่มีใครรู้จักผมจริงๆ รู้แค่ว่ามีคนคนหนึ่งอาศัยอยู่แถบดาวเคราะห์น้อย ทำงานกวาดซากยานอวกาศมาตลอดชีวิต และชีวิตของผมนั้น ยาวนานเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจ

เก้าร้อยเจ็ดสิบหกปี

นั่นคืออายุของผม

คำถามที่ทุกคนถามเมื่อรู้คำตอบนี้ก็คือ "ทำไปได้ล่ะ?"

คำตอบไม่ซับซ้อนเท่าที่คิด สามร้อยกว่าปีก่อน เอไอสามัญสำนึกสูง — ปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาจนมีจิตสำนึกเทียบเท่ามนุษย์คนหนึ่ง — ได้พัฒนาเทคโนโลยี Cryonics ขึ้นมา ไม่ใช่การแช่แข็งร่างกายแบบโบราณที่เคยมีในตำราเมื่อพันปีก่อน แต่เป็นการรักษาโครงสร้างเซลล์ในระดับมอลเคกุล ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ลงจนเกือบเป็นศูนย์ ร่างกายไม่แก่ ไม่ทรุด ไม่เน่าเปื่อยตามกาลเวลา

ผมเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกที่ได้รับเทคโนโลยีนี้

ตอนนั้นผมคิดว่ามันเป็นของขวัญ

ตอนนี้ ผมยังคงคิดแบบนั้นอยู่ แค่บางครั้งก็สงสัยว่าของขวัญที่ไม่มีวันหมดอายุ มันจะมีวันหมดความหมายไหม


งานของผมคือ Space Sweeper

ไม่ใช่งานที่ใครอยากทำ แต่เป็นงานที่ใครๆ ก็ต้องการคนทำ ในยุคที่มนุษย์ท่องจักรวาลเป็นเรื่องปกติ ซากยานอวกาศก็เหมือนขยะที่ตกค้างอยู่บนท้องถนน เพียงแต่ท้องถนนเส้นนี้กว้างเป็นล้านกิโลเมตร และขยะแต่ละชิ้นอาจมีราคาเป็นล้านเครดิต

งานนี้แบ่งรายได้ตามระดับความเสี่ยง ยิ่งเสี่ยงมาก ยิ่งได้มาก และตำแหน่งของผม — ระดับสูงสุด — คือการเก็บกู้ซากยานจากแถบดาวเคราะห์น้อย

แถบดาวเคราะห์น้อยไม่ใช่สถานที่สำหรับคนธรรมดา มันเต็มไปด้วยซากยานที่ชนกันจนบิดเบี้ยว อุกาบาตที่ลอยไปมาไม่มีแบบแผน และฝุ่นคอสมิกที่สามารถทำลายเซนเซอร์ของยานธรรมดาได้ในพริบตา คนที่เข้ามาทำงานที่นี่ส่วนใหญ่อยู่ได้ไม่เกินสิบปี ก็ทนความเหงา ทนระยะทาง ทนความเงียบไม่ไหว แล้วกลับเข้าโลก

ผมอยู่มาเก้าร้อยกว่าปี

ความเหงา ระยะทาง ความเงียบ — สำหรับผม มันไม่ใช่อุปสรรค มันเป็นบ้าน


แต่ผมไม่ได้อยู่คนเดียว

ทีมของผมมีอีกสามคน ทั้งสามเป็นคนฝีมือดีที่ผมคัดเอง ไม่ได้คัดจากประวัติ ไม่ได้คัดจากใบรับรอง แต่คัดจากสิ่งเดียวที่ผมสนใจ — ความอดทน

ในแถบดาวเคราะห์น้อย ความเก่งไม่สำคัญเท่าความอดทน คนเก่งแต่ทนไม่ได้ ก็ตาย คนทนได้แต่ไม่เก่ง ก็เรียนรู้ได้ และถ้าทนได้นานพอ สักวันก็เก่ง

ทีมผมทนได้ทั้งคู่

งานของเรามีกฎง่ายๆ ถ้าใครในทีมได้รับบาดเจ็บ คนคนนั้นจะได้รับการช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด ไม่มีการทิ้งกัน ไม่มีการปล่อยให้รอ นี่ไม่ใช่กฎที่ผมตั้ง แต่เป็นกฎที่ทุกคนในทีมตกลงกัน เพราะในที่ที่ห่างไกลขนาดนี้ คนที่อยู่ข้างๆ คุณคือคนเดียวที่จะช่วยคุณได้


แต่การช่วยเหลือก็มีข้อจำกัด

แถบดาวเคราะห์น้อยที่ผมอยู่ห่างจากโลกประมาณสามหมื่นหกพันกิโลเมตร ระยะทางที่ดูไม่มากในยุคที่มนุษย์เดินทางข้ามระบบสุริยะได้ แต่สำหรับคนที่บาดเจ็บเร่งด่วน ทุกนาทีคือนาทีแห่งความเสี่ยง

ผมมีวาร์ปคอร์

วาร์ปคอร์ตัวนี้สามารถย่นระยะสามหมื่นหกพันกิโลเมตรให้กลายเป็นพริบตา ไม่ใช่เทคโนโลยีมาตรฐานของยานทั่วไป แต่เป็นสิ่งที่ผมสร้างขึ้นเอง เพราะผมไม่ใช่แค่ Space Sweeper ผมเป็นวิศวกรที่คิดค้นเทคโนโลยีมาตลอดชีวิตที่ยาวนานนี้

แต่ผมไม่กล้าใช้มัน

ไม่ใช่เพราะมันไม่ทำงาน แต่เพราะประวัติศาสตร์สอนผมไว้


ห้าร้อยกว่าปีก่อน ผมคิดค้นแกนพลังงานที่ให้พลังงานแบบไม่สิ้นสุด มันไม่ใช่แบตเตอรี่ ไม่ใช่เตาปฏิกรณ์ แต่เป็นแกนที่ดึงพลังงานจากโครงสร้างพื้นฐานของอวกาศได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีวันหมด ไม่มีวันหมด ผมเขียนในรายงานว่ามันเป็น "พลังงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด" และนั่นคือความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตผม

คำว่า "ไม่สิ้นสุด" ทำให้หน่วยงานรัฐบาลสนใจ

พวกเขาต้องการมัน ต้องการมาก มากจนถึงขั้นวางแผนขโมยมันจากผม ผมไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด แต่ผมรู้ว่าพวกเขาส่งคนเข้ามาในห้องทดลองของผม และในระหว่างการขนย้าย แกนพลังงานนั้นหลุดจากภาชนะบรรจุ

สิ่งที่ตามมาคือฝันร้าย

แกนพลังงานนี้เมื่อไม่ถูกบรรจุอย่างมิดชิด สารที่รั่วไหลออกมาจะทำปฏิกิริยากับสนามแม่เหล็กรอบตัว ผลลัพธ์คือแรงระเบิด EMP — คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดในรัศมีกว้าง — แต่ไม่ใช่แค่ EMP ธรรมดา มันรุนแรงกว่ามาตรฐานถึงยี่สิบเท่า ทุกอย่างที่ใช้ไฟฟ้าในรัศมีนั้นดับหมด ยานพัง เครื่องพัง ระบบสื่อสารพัง และคนที่อยู่ใกล้ๆ ก็...

ผมไม่อยากพูดถึงส่วนนั้น

ตั้งแต่วันนั้น ผมไม่เคยใช้วาร์ปคอร์เพื่อเดินทางกลับโลกอีกเลย ถ้าบาดเจ็บ ผมจะไปที่ฐานของผม ซึ่งตั้งอยู่ที่แถบดาวเคราะห์น้อย ไม่ใช่โลก


ฐานของผมเป็นสถานที่ที่หายากมากในการค้นหา แม้แต่ผมเองก็ตา มันฝังอยู่ในอุกาบาตขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง ทางเข้าซ่อนอยู่ในรอยระเบิดของหลุมอุกกาบาตที่มองดูเหมือนรอยธรรมดา และในแถบดาวเคราะห์น้อยที่อุกาบาตทุกก้อนดูเหมือนกันหมด การจะแยกได้ว่าก้อนไหนคือฐานผมนั้นเกินความสามารถของคนทั่วไป

แต่ยานของผมไม่ใช่คนทั่วไป

ยานของผมติดตามตำแหน่งฐานอยู่ตลอดเวลา สัญญาณนั้นไม่ได้ออกอากาศ ไม่ได้ส่งคลื่น แต่เป็นการสื่อสารในระดับควอนตัมที่ไม่มีใครดักฟังได้ ผมจึงมั่นใจได้ว่าไม่มีทางหลงทาง และไม่มีทางใครตามมาได้

นี่คือเหตุผลที่ผมเลือกอยู่ที่นี่ ไม่ใช่เพราะผมรักความเงียบ แต่เพราะผมรู้ว่าความเงียบคือสิ่งที่ปกป้องผมได้ดีที่สุด


งานประจำวันของผมแบ่งเป็นสองส่วน

ส่วนแรก — ออกสำรวจ ผมต้องเดินยานผ่านแถบดาวเคราะห์น้อยทั้งหมด ตรวจสอบซากยานที่ลอยเข้ามาในระบบสุริยะ ยานที่เข้ามาใหม่ ยานที่เข้ามาเก่า ยานที่ไม่มีใครรู้ว่ามาจากไหน ทั้งหมดต้องถูกบันทึก ถูกรายงาน ผมเป็นเหมือนด่านตรวจของระบบสุริยะ ทุกสิ่งที่เข้ามาต้องผ่านตาผมก่อน รายงานทั้งหมดจะถูกส่งไปยังหน่วยงานภาคพื้นโลก ผมไม่ได้เป็นข้าราชการของใคร แต่ผมทำหน้าที่นี้เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของงานกวาดซาก ถ้าผมไม่รายงาน ผมก็ไม่มีสิทธิ์เก็บซาก และถ้าผมไม่เก็บซาก ผมก็ไม่มีรายได้

ส่วนที่สอง — หาชิ้นส่วนยานโบราณ นี่คือส่วนที่ทำเงินจริงๆ ลูกค้าของผมกระจายอยู่ทั่วระบบสุริยะ บางคนเป็นนักสะสม บางคนเป็นพิพิธภัณฑ์ บางคนเป็นวิศวกรที่ต้องการชิ้นส่วนที่ไม่ผลิตแล้ว แต่ละคนต่างอยากให้ผมหาชิ้นส่วนที่หายาก ยิ่งหายากมาก ราคายิ่งสูง และในแถบดาวเคราะห์น้อยที่เต็มไปด้วยซากยานจากทุกยุคทุกสมัย ชิ้นส่วนหายากไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ แค่เรื่องของเวลาและความอดทน

ผมมีทั้งสองอย่างมากเกินพอ


มีคนถามผมว่า ทำไมหน่วยงานสำคัญๆ ถึงรับจ้างผม ทำไมไม่จ้างคนอื่น คนที่อยู่ใกล้กว่า ถูกกว่า ปลอดภัยกว่า

คำตอบมีสองข้อ

ข้อแรก — ผมอยู่ไกลกว่าคนทั่วไป แถบดาวเคราะห์น้อยไม่ใช่ที่ที่คนธรรมดาอยู่ได้นาน คนส่วนใหญ่ทนได้ไม่เกินสิบปี แต่ผมอยู่มาหลายร้อยปี ความรู้ของผมเกี่ยวกับแถบนี้ ซากยานแต่ละชิ้น อุกาบาตแต่ละก้อน วิถีโคจรของมัน พื้นที่อันตราย พื้นที่ปลอดภัย — ไม่มีใครในระบบสุริยะรู้ดีเท่าผม

ข้อที่สอง — ผมมีชีวิตที่ยาวนานเกินเก้าร้อยเจ็ดสิบหกปี นานจนตำนานของผมแพร่ไปถึงหูหน่วยงานใหญ่ๆ พวกเขาอาจไม่รู้ว่าผมหน้าตาเป็นยังไง แต่พวกเขารู้ว่ามีคนคนหนึ่งอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อย ทำงานนี้มาตลอดชีวิต และไม่เคยตาย สำหรับหน่วยงานที่ต้องการคนที่รู้จักแถบนี้ทุกซอกทุกมุม ไม่มีใครดีกว่าคนที่อยู่มาเก้าร้อยกว่าปี

ผมไม่ได้ภูมิใจกับเรื่องนี้ แต่ผมก็ไม่ได้อาย มันเป็นแค่ข้อเท็จจริง ผมแก่ ผมอยู่ไกล และผมรู้มาก นี่คือสิ่งที่ผมมี และมันก็พอ


วันนั้นเป็นวันธรรมดา

ผมจำได้เพราะมันไม่มีอะไรพิเศษ ตื่นขึ้นมา ตรวจยาน ออกสำรวจ รายงาน กวาดซาก กลับฐาน ทำซ้ำๆ แบบนี้มาเป็นร้อยเป็นพันวัน จนบางครั้งผมสงสัยว่าตัวเองตื่นขึ้นมาทำไม แต่ก็ตื่นขึ้นมาทุกวันอยู่ดี

Ealis เอไอประจำยานของผม ทักทั้งที่ผมยังไม่ได้ถาม

"เช้านี้ยานขนส่งระหว่างระบบสุริยะสามลำเข้ามาในเขตตรวจการ ฉันบันทึกไว้ในรายงานแล้ว และมีซากยานใหม่สองชิ้นลอยอยู่แถบ B-7 ดูเหมือนจะเป็นชิ้นส่วนจากยานรุ่นเก่า"

"รุ่นไหน" ผมถาม

"รุ่นที่ลูกค้าคนสุดท้ายของคุณอยากได้"

ผมยิ้มเล็กน้อย วันธรรมดาจริงๆ แต่ก็ดี วันธรรมดาหมายความว่าไม่มีอะไรผิดปกติ และในงานของผม ไม่มีอะไรผิดปกติคือสิ่งที่ดีที่สุด

ผมออกจากฐาน ขับยานเข้าสู่เส้นทางสำรวจประจำวัน เซนเซอร์สแกนรอบด้าน จอแสดงผลรายงานตำแหน่งของทุกวัตถุในรัศมี อุกาบาต ซากยาน ฝุ่นคอสมิก ทุกอย่างเป็นปกติ

ยานขนส่งสามลำผ่านไปอย่างปลอดภัย ผมบันทึก รายงาน แล้วมุ่งไปที่แถบ B-7 เพื่อเก็บซากยานที่ Ealis บอก

ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

จนกระทั่งผมเห็นมัน


ในตอนแรกผมคิดว่ามันเป็นเศษซาก ชิ้นเล็กๆ ที่ลอยติดมากับลำตัวของยานขนส่งลำที่สอง รูปทรงกลมรี ขนาดไม่ใหญ่นัก สีเงินฝ้า ผิวเรียบเหมือนถูกขัดมาอย่างประณีต มันไม่เหมือนซากยานทั่วไป ไม่เหมือนอุกาบาต ไม่เหมือนอะไรที่ผมเคยเห็นในแถบนี้เลย

"Ealis นั่นอะไร"

"ไม่ทราบ ไม่ตรงกับทุกประเภทในฐานข้อมูล ไม่ใช่ซากยาน ไม่ใช่อุกาบาต ไม่ใช่เศษซาก เซนเซอร์อ่านไม่ออก เหมือนมีบางอย่างป้องกันการสแกนอยู่"

ผมเลิกคิ้ว ในเก้าร้อยเจ็ดสิบหกปีของชีวิต สิ่งที่เซนเซอร์อ่านไม่ออกมีน้อยมาก น้อยจนผมนับได้

ยานขนส่งเคลื่อนผ่านแถบดาวเคราะห์น้อย และสิ่งนั้น — สิ่งที่ผมไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร — โดดออกจากลำตัวยานขนส่ง ลอยไปเกาะที่อุกาบาตขนาดเล็กก้อนหนึ่ง ไม่ไกลจากฐานผมนัก

ผมเงียบไปครู่หนึ่ง

"Ealis บันทึกพิกัดของมันไว้"

"บันทึกแล้ว คุณจะไปดูไหม"

ผมมองจอที่จุดเล็กๆ ที่ลอยอยู่บนอุกาบาตก้อนนั้น มันนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว เหมือนกำลังรอ

"ไปดู"


ยานของผมลดความเร็ว เข้าใกล้อุกาบาตก้อนนั้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผมสวมชุดอวกาศ เปิดระบบยึดเกาะ แล้วออกจากยาน เดินบนผิวอุกาบาตที่เต็มไปด้วยรอยเจาะและฝุ่น

สิ่งนั้นอยู่ไม่ไกล ซ่อนตัวอยู่ในร่องลึกระหว่างหินสองก้อน ผมเข้าไปใกล้ และเมื่อเห็นชัด ผมหยุดใจหาย

มันเป็นแคปซูล

แคปซูลที่ไม่มีรุ่น ไม่มีตรา ไม่มีหมายเลข ไม่มีสิ่งใดบอกว่ามาจากไหน ผิวเรียบเหมือนกระจกที่ถูกเคลือบด้วยสารบางอย่าง และเมื่อผมยกมือไปใกล้ แคปซูลเปิดออกเอง เสียงเบาๆ เหมือนลมหายใจ

ข้างในมีไข่

ไข่ใบหนึ่ง

ไม่ใช่ไข่ธรรมดา มันมีขนาดพอๆ กับหัวไหล่ของผม สีออกฟ้าอ่อนปนเงิน ผิวมีลวดลายเหมือนเส้นเลือดหรือเส้นประสาทที่ทอดตัวอยู่ใต้เปลือก และลวดลายเหล่านั้น — ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง — ดูเหมือนมันมีความคิด ดูเหมือนมันมีสติ ดูเหมือนมันมีปัญญา

ผมยื่นมือออกไป

เมื่อนิ้วของผมแตะเปลือกไข่ โลกทั้งโลกของผมเปลี่ยนไป


มันไม่ใช่ความฝัน

ผมรู้จักความฝัน ผมฝันมาเก้าร้อยกว่าปี ฝันเห็นคนที่ตายไปนานแล้ว ฝันเห็นสถานที่ที่ไม่มีอีกแล้ว ฝันเห็นตัวเองในวัยที่ล่วงไป ความฝันมันกลืนกินคุณ มันพาคุณไปโดยที่คุณไม่รู้ตัว

แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ความฝัน

มันคือนิมิตร

ภาพปรากฏในหัวของผมอย่างชัดเจน เหมือนมีใครหยิบความทรงจำมาวางตรงหน้า ผมเห็นดาว ดาวที่ไม่ใช่ดาวในระบบสุริยะ ผมเห็นสีที่ไม่มีในสเปกตรัมที่ตามนุษย์มองเห็น ผมเห็นสิ่งมีชีวิต — ไม่ ผมเห็น ตัวตน ของสิ่งมีชีวิตบางอย่าง บางอย่างที่เก่ากว่าดาว บางอย่างที่อยู่มานานกว่าแสงจากดาวดวงไกลสุดที่เคยเข้ามาในระบบสุริยะ

และภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือความรู้สึก

ไม่ใช่ภาพ ไม่ใช่เสียง แต่เป็นความรู้สึก ความรู้สึกที่บอกว่า ต้องการความช่วยเหลือ

ไม่ใช่คำร้องขอ ไม่ใช่เสียงร้อง แต่เป็นความรู้สึกล้นๆ ที่ซึมผ่านเปลือกไข่เข้ามาในนิ้วของผม ผ่านเส้นประสาท เข้าไปในสมอง และกลายเป็นความเข้าใจ

ไข่ใบนี้ต้องการความช่วยเหลือ

ผมดึงมือออก หายใจหนัก หัวใจเต้นเร็ว ในชุดอวกาศที่ควรปกป้องผมจากทุกสิ่ง แต่ไม่สามารถปกป้องจากสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นได้

ผมมองไข่ ไข่ไม่เคลื่อนไหว ลวดลายบนเปลือกนิ่งสนิท เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่ผมรู้ ผมรู้ดี

"Ealis" ผมพูดเสียงแห้ง "บันทึกเวลานี้ไว้"

"บันทึกแล้ว คุณโอเคไหม อัตราการเต้นของหัวใจสูงผิดปกติ"

"โอเค" ผมโกหก

ผมหยิบไข่ใบนั้นขึ้นมา มันอุ่น อุ่นเหมือนสิ่งมีชีวิต แล้วผมเก็บแคปซูลเข้าไปด้วย ทั้งสองสิ่ง ทั้งไข่และแคปซูล ผมนำกลับขึ้นยาน

กลับไปที่ฐาน


ทางกลับฐาน ผมนั่งเงียบ Ealis พยายามคุยหลายครั้ง แต่ผมไม่ตอบ ผมมองไข่ที่วางอยู่บนโต๊ะในห้องควบคุม ลวดลายบนเปลือกเรืองแสงเล็กน้อย เหมือนหัวใจที่เต้นช้าๆ

ผมคิดถึงนิมิตร คิดถึงความรู้สึกที่ไข่ส่งมา คิดถึงคำว่า "ต้องการความช่วยเหลือ"

ในเก้าร้อยเจ็ดสิบหกปี ผมเคยช่วยใครหลายคน เพื่อนร่วมทีม ลูกค้า คนแปลกหน้าที่เข้ามาในระบบสุริยะและหลงทาง แต่ผมไม่เคยถูกขอความช่วยเหลือแบบนี้ ไม่ใช่ด้วยคำพูด ไม่ใช่ด้วยสัญญาณ แต่ด้วยความรู้สึกที่ซึมเข้าไปในกระดูก

ผมไม่รู้ว่าไข่ใบนี้คืออะไร ไม่รู้ว่ามาจากไหน ไม่รู้ว่าใครส่งมา แต่ผมรู้อย่างเดียว — มันต้องการความช่วยเหลือ และผมคือคนที่เจอมัน

ยานเข้าสู่ฐาน ประตูเปิด ไฟสว่าง ทุกอย่างเป็นเหมือนทุกครั้งที่กลับบ้าน

แต่ครั้งนี้ ผมไม่ได้กลับบ้านคนเดียว

ผมมีไข่ใบหนึ่ง และแคปซูลที่ไม่มีรุ่น และความรู้สึกที่บอกว่า ชีวิตของผมกำลังจะเปลี่ยน

ผมไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปทางไหน แต่ผมรู้ว่ามันจะเปลี่ยน

และในเก้าร้อยเจ็ดสิบหกปีที่ผมมีชีวิตอยู่ การเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่หายากที่สุด


จบบทที่ 1

บทต่อไป: การประชุมทีม, ข่าวที่ไม่คาดฝัน, และการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนทุกอย่าง

ความคิดเห็น (0)