วิชาการโดย milo อ่าน 10 นาทีเรียบเรียงโดยมี AI ช่วย

UNEP เปิด Emissions Gap 2026 โลกหลุด 1.5°C ยาว 60 ปี ไทยรับมือด้วยดาวเทียม

UNEP ชี้โลกหลุด 1.5°C แน่นอน ต้องเข้าสู่โหมด Point of Return ตัด 18% ภายในปี 2030 และพึ่ง CDR 320 Gt ไทยจะใช้ GOSAT-GW และ NDC 3.0 รับมือก่อน COP31 อย่างไร

สารบัญ

บทนำ: คุณจะได้อะไรจากบทความนี้

รายงาน UNEP Emissions Gap Report 2026 ที่เพิ่งออกเมื่อ 21 ตุลาคม 2026 ใช้ชื่อว่า The Point of Return ส่งสัญญาณชัดเจนว่าโอกาสที่จะรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5°C แบบไม่หลุดเลยได้หมดลงแล้ว โลกกำลังเข้าสู่ภาวะ Overshoot หรือหลุดเป้าไปก่อน แล้วค่อยหาทางกลับมาให้ได้ภายในสิ้นศตวรรษ

บทความนี้สรุปให้คุณเข้าใจภายใน 10 นาทีว่า ทำไม UNEP ถึงบอกว่าต้องตัดการปล่อยก๊าซ 18% ภายในปี 2030 เทียบกับปี 2025 ตัวเลข 320 Gt ของการดักจับคาร์บอน (CDR) มาจากไหน เทคโนโลยีดาวเทียม GOSAT-GW ที่ญี่ปุ่นเพิ่งยิงขึ้นไปเมื่อ 29 มิถุนายน 2025 เกี่ยวอะไรกับไทย และไทยซึ่งเพิ่งยื่น NDC 3.0 ว่าจะลด 47% ภายในปี 2035 จะต้องทำอะไรก่อน COP31 ที่อันตัลยา ตุรกี วันที่ 9-20 พฤศจิกายน 2026

1. Point of Return คืออะไร ทำไม 1.5°C ถึงหลุดแน่

UNEP นิยามภาวะปัจจุบันว่าโอกาสแบบ no or limited overshoot ได้หายไปแล้ว รายงานปีนี้จึงเสนอฉากทัศน์ที่เรียกว่า lowest possible 1.5°C overshoot scenario

  • อุณหภูมิสูงสุด (Peak warming): จะพุ่งไปแตะ 1.7-1.8°C ช่วงกลางศตวรรษ ประมาณปี 2050-2060
  • ระยะเวลาหลุดเป้า: นั่นหมายถึงโลกจะอยู่เหนือ 1.5°C ยาวนานราว 60 ปี หากนับจากที่เราเริ่มหลุดประมาณปี 2030s จนถึงกลับลงมาได้
  • เป้าหมายกลับมา: ต้องดึงอุณหภูมิกลับลงมาต่ำกว่าหรือเท่ากับ 1.5°C ให้ได้ภายในปี 2100 ด้วยความน่าจะเป็นประมาณ 50%

UNEP ประเมินว่า ถ้ายังทำตามนโยบายปัจจุบัน โลกจะร้อนถึง 2.8°C ภายในศตวรรษนี้ ถ้าทำตาม NDC ที่ทุกประเทศยื่นมารวมกัน จะยังร้อน 2.6°C แม้ในกรณีดีที่สุดที่ทำตาม NDC บวกเป้าหมาย Net-Zero ทั้งหมด ก็ยังอยู่ที่ 2.1°C สาเหตุที่ตัวเลขแย่ลงกว่าปีก่อน ส่วนหนึ่งมาจากการที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงปารีส และการปรับประมาณการปล่อยก๊าซในอดีตให้สูงขึ้น

ทุกๆ 5 ปีที่เราปล่อย CO2 ในระดับปัจจุบัน จะดัน Peak warming สูงขึ้นอีกราว 0.1°C

2. ตัวเลข 18% - 45% - 69% มาจากไหน

เพื่อให้เข้าสู่ฉากทัศน์ lowest overshoot ได้ UNEP คำนวณว่าต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิทั่วโลกเทียบกับระดับปี 2025 ดังนี้

  • ปี 2030: ลด 18%
  • ปี 2035: ลด 45%
  • ปี 2040: ลด 69%

คิดเป็นอัตราการลดเฉลี่ย 5.7% ต่อปีในช่วง 2025-2035 ซึ่งสูงกว่าที่ IPCC AR6 เคยประเมินไว้ว่าต้องลด 5% ต่อปี ในขณะที่ NDC ปัจจุบันรวมกันจะลดได้เพียง 5-8% ในปี 2030 และ 11-15% ในปี 2035 เท่านั้น ช่องว่างจึงกว้างจาก 5 GtCO2e ในปี 2030 ไปเป็น 16 GtCO2e ในปี 2035

สิ่งที่ต้องทำตาม Global Stocktake ครั้งแรกคือ

  • เพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าหมุนเวียน 3 เท่าภายในปี 2030 และต้องเพิ่มเป็นอย่างน้อย 3 เท่าในปี 2035 และ 4.5 เท่าในปี 2040 เทียบกับ 2025
  • ลดความเข้มข้นการใช้พลังงานต่อ GDP ลง 30% ในปี 2035 และ 40% ในปี 2040
  • ลดสัดส่วนถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซในอุปทานพลังงานรวมลงอย่างน้อย 55%, 15%, 5% ภายในปี 2035 และการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินต้องลด 75% ภายในปี 2035 และเลิกใช้เกือบทั้งหมดภายในปี 2040
  • ลดมีเทนลง 25% ภายในปี 2035 และ 40% ภายในปี 2040 เทียบกับ 2025

ข่าวดีคือหลังความตกลงปารีส พลังงานหมุนเวียนโตเร็วกว่าคาด 3 เท่า โซลาร์ PV โตเร็ว 7 เท่า จึงมีโอกาสไล่ตามเป้าได้ถ้ามีนโยบายต่อเนื่อง

3. CDR 320 Gt คือหนี้ที่ต้องใช้คืนชั้นบรรยากาศ

แม้จะลดปล่อยได้ตามเป้า โลกก็ยังต้องพึ่งการดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ Carbon Dioxide Removal (CDR) มหาศาล

UNEP ประเมินว่าต้องดักจับและกักเก็บถาวรประมาณ 320 กิกะตัน CO2 ตลอดศตวรรษนี้ เทียบเท่ากับการปล่อย CO2 ทั่วโลกประมาณ 8 ปีที่ระดับปี 2024

ประกอบด้วยสองกลุ่มใหญ่

  1. CDR แบบธรรมชาติ: ฟื้นฟูป่า จัดการดินเกษตรกรรม บลูคาร์บอน
  2. CDR แบบเทคโนโลยี: Direct Air Capture (DAC), Bioenergy with Carbon Capture and Storage (BECCS), Enhanced Weathering

ข้อควรระวังที่ UNEP ย้ำชัดคือ ความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคมของ CDR ระดับนี้ยังไม่แน่นอนสูง มีต้นทุนสูง และอาจกระทบชุมชนเปราะบาง การพึ่ง CDR จึงไม่ใช่ใบอนุญาตให้เลื่อนการลดปล่อยก๊าซ

4. GOSAT-GW ดาวเทียมที่ทำให้การนับคาร์บอนโปร่งใสขึ้น

หัวใจของการทำตามเป้าคือการวัดที่แม่นยำ นี่คือที่มาของ GOSAT-GW (Global Observing SATellite for Greenhouse gases and Water cycle) หรือชื่อเล่น IBUKI GW ดาวเทียมดวงที่ 3 ในตระกูล GOSAT ของญี่ปุ่น

  • วันปล่อย: 29 มิถุนายน 2025 เวลา 01:33 JST จากฐานทาเนงาชิมะ ด้วยจรวด H-2A เที่ยวบินสุดท้ายก่อนปลดระวาง
  • ผู้พัฒนา: JAXA ร่วมกับกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่น (MOE) และสถาบัน NIES
  • เข้าสู่เฟสปฏิบัติการ: 9 ตุลาคม 2025 หลังตรวจสอบการทำงานเบื้องต้นเสร็จ
  • เครื่องมือหลัก 2 ตัว:
  • TANSO-3: สเปกโตรมิเตอร์วัดความเข้มข้น CO2, มีเทน CH4 และก๊าซมลพิษ NO2 ด้วยความละเอียดสูงแบบ focus-mode สามารถชี้เป้าระดับเมืองได้
  • AMSR3: เรดิโอมิเตอร์วัดวัฏจักรน้ำ ความชื้น เมฆ ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิผิวทะเล

ความสำคัญต่อไทยคือ ไทยเคยใช้ข้อมูล GOSAT วิเคราะห์ CO2 ช่วงปี 2017-2021 มาแล้ว และโมเดลของ UNEP เองก็ต้องการข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับ (Top-down verification) เพื่อให้การรายงานบัญชีก๊าซเรือนกระจก (GHG Inventory) ภายใต้ความตกลงปารีสมีความโปร่งใส แทนที่จะพึ่งการคำนวณจากกิจกรรมอย่างเดียว (Bottom-up) แบบเดิม

ดาวเทียมอย่าง GOSAT-GW จะช่วยให้ไทยตรวจสอบการปล่อยจากภาคเกษตร นาข้าว การเผาชีวมวล และเมืองใหญ่ได้แบบเกือบเรียลไทม์ ซึ่งจำเป็นต่อการพิสูจน์ว่า NDC ทำได้จริง

5. ไทยอยู่ตรงไหนก่อน COP31: NDC 3.0 กับโจทย์ 47%

ไทยยื่น NDC 3.0 ในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2025 ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยื่นก่อน COP31 โดยมีสาระสำคัญคือ

  • ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 47% ภายในปี 2035 เทียบกับปี 2019 แบบมีเงื่อนไขว่าต้องได้รับการสนับสนุนระหว่างประเทศ
  • ครอบคลุมทุกภาคส่วนตาม IPCC: พลังงาน อุตสาหกรรม เกษตร LULUCF และขยะ และครอบคลุมก๊าซเรือนกระจกหลักทั้งหมด
  • สอดคล้องกับเป้าหมาย Net-Zero ภายในปี 2050 ของประเทศ

เมื่อเทียบกับเกณฑ์ 1.5°C compatible pathway ที่ Climate Action Tracker ประเมินไว้ ไทยต้องลดเหลือ 155-215 MtCO2e ต่อปีภายในปี 2030 ซึ่งต่ำกว่าระดับปัจจุบันมาก ดังนั้นโจทย์ของไทยก่อน COP31 ที่อันตัลยา ตุรกี วันที่ 9-20 พฤศจิกายน 2026 ซึ่งตุรกีเป็นเจ้าภาพและออสเตรเลียเป็นประธานการเจรจา คือต้องเปลี่ยน NDC จากเอกสารไปเป็นนโยบายที่วัดผลได้

แนวทางรับมือที่ทำได้จริงสำหรับไทย

  1. เชื่อม GOSAT-GW เข้ากับระบบ MRV ของประเทศ: สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และ GISTDA สามารถนำข้อมูล TANSO-3 และ GEMS (ดาวเทียมค้างฟ้าวัด NOx) มาใช้ทำแผนที่ปล่อยมลพิษระดับจังหวัด เพื่อให้การรายงาน Biennial Transparency Report มีความน่าเชื่อถือ
  2. เร่งปลดล็อกพลังงานหมุนเวียน: ไทยต้องเพิ่มสัดส่วนโซลาร์และลมให้สอดคล้องกับเป้า 3 เท่า ซึ่งต้องแก้ข้อจำกัดเรื่องสายส่งและระบบกักเก็บพลังงาน
  3. จัดการมีเทนภาคเกษตร: มีเทนจากนาข้าวและปศุสัตว์เป็นสัดส่วนใหญ่ของไทย การใช้เทคนิค Alternate Wetting and Drying (AWD) และการจัดการมูลสัตว์ สามารถช่วยลดได้ 25% ตามเป้า UNEP
  4. เตรียมกลยุทธ์ CDR ที่เหมาะกับบริบท: ไทยมีศักยภาพป่าชายเลนและดินเกษตรสำหรับ CDR ธรรมชาติสูงถึงหลายสิบล้านตันต่อปี แต่ต้องมีระบบติดตามคาร์บอนที่โปร่งใส ไม่ใช่ปลูกแล้วนับเลย

6. ข้อควรระวังและสิ่งที่ยังยืนยันไม่ได้

  • ตัวเลข 18% / 45% / 69% เป็นค่าเฉลี่ยโลก เทียบกับปีฐาน 2025 ไม่ใช่เทียบกับปี 1990 หรือ BAU ของไทยโดยตรง การนำไปใช้ต้องแปลงฐานให้ตรงกับ NDC ของไทย
  • ข้อมูล GOSAT-GW มีความละเอียดสูงขึ้น แต่ยังต้องมีการสอบเทียบภาคพื้นดิน (Ground validation) ร่วมกับสถานีวัดของกรมควบคุมมลพิษ การตีความโดยตรงโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญอาจคลาดเคลื่อน
  • CDR 320 Gt เป็นค่าประมาณตลอดศตวรรษ เทคโนโลยี DAC และ BECCS ในปัจจุบันมีต้นทุน 100-600 ดอลลาร์ต่อตัน และยังไม่มีห่วงโซ่อุปทานกักเก็บถาวรในไทย
  • COP31 จะจัดที่อันตัลยา ตุรกี จริงตามเอกสาร UNFCCC เดือนกรกฎาคม 2026 แต่รูปแบบการเจรจาแบบคู่ (ตุรกีเป็นเจ้าภาพ ออสเตรเลียนำการเจรจา) อาจมีการเปลี่ยนแปลงด้านโลจิสติกส์ได้จนถึงวันงาน

สรุป

Emissions Gap Report 2026 บอกเราว่า เราไม่ได้อยู่ในเกมป้องกันไม่ให้หลุด 1.5°C อีกต่อไป แต่อยู่ในเกม Point of Return คือทำอย่างไรให้หลุดสั้นที่สุดและตื้นที่สุด โจทย์คือลด 18% ภายในปี 2030 และพึ่ง CDR 320 Gt ที่ยังไม่แน่นอน สำหรับไทย นี่คือโอกาสที่จะใช้ NDC 3.0 ที่ทะเยอทะยานขึ้น ผสานกับเทคโนโลยีตรวจสอบใหม่อย่าง GOSAT-GW เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือก่อน COP31 หากทำได้ ไทยจะไม่เพียงลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อนที่ UNEP เตือนว่าจะรุนแรงขึ้นทุกเศษเสี้ยวองศา แต่ยังสามารถดึงดูดการเงินระหว่างประเทศที่ผูกกับความโปร่งใสของการนับคาร์บอนได้ด้วย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

เนื้อหาที่จัดทำโดยมี AI ช่วยจะมีป้ายกำกับ "เรียบเรียงโดยมี AI ช่วย" เพื่อให้คุณทราบอย่างชัดเจน เราถือว่าความโปร่งใสเรื่องการใช้ AI เป็นสิ่งสำคัญต่อความไว้วางใจของผู้อ่าน

พบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อน?เข้าสู่ระบบเพื่อทักท้วง
บทความนี้เป็นอย่างไร?

ยังไม่มีความคิดเห็น — มาเป็นคนแรกกันเถอะ!