บทที่ 1 จาก 8 · 15 นาที · ดูฟรี

บทนำสู่จำนวนเชิงซ้อน

ยินดีต้อนรับเข้าสู่บทแรกของคอร์ส "จำนวนเชิงซ้อน (Complex Number) สำหรับผู้เริ่มต้น" บทนี้จะพาทุกคนเดินทางย้อนกลับไปดูว่า ทำไม เราถึงจำเป็นต้องมีจำนวนเชิงซ้อน และตัว i ที่หลายคนเคยเห็นแล้วสับสนนั้น มาจากไหน และมีความหมายอะไร

ทบทวน: ระบบจำนวนที่เราคุ้นเคย

ก่อนที่จะพูดถึงจำนวนเชิงซ้อน เรามาทบทวนบันไดของระบบจำนวนที่เราเรียนมาตลอดชีวิตกันก่อน

ระบบจำนวน สัญลักษณ์ ตัวอย่าง เหตุผลที่ต้องขยาย
จำนวนนับ 1, 2, 3, … นับสิ่งของ
จำนวนเต็ม …, −2, −1, 0, 1, 2, … ต้องการคำนวณที่มีการลบ
จำนวนตรรกะ 1/2, −3/4, 5 ต้องการหารที่หารไม่ลงตัว
จำนวนจริง √2, π, −1.5 ต้องการรากที่ไม่ใช่จำนวนตรรกะ

สังเกตไหมว่า ทุกครั้งที่เราพบข้อจำกัดของระบบจำนวนเดิม เราก็ ขยาย ระบบจำนวนให้กว้างขึ้นเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาใหม่ๆ ได้ จำนวนเชิงซ้อนก็เป็นอีกหนึ่งก้าวของการขยายระบบจำนวนเช่นกัน


ปัญหาที่จำนวนจริงแก้ไม่ได้

ลองพิจารณาสมการต่อไปนี้

x2+1=0x^2 + 1 = 0

ถ้าเราพยายามแก้สมการนี้ในระบบจำนวนจริง เราจะได้

x2=1x^2 = -1 x=±1x = \pm\sqrt{-1}

ปัญหาคือ ในระบบจำนวนจริง ไม่มีจำนวนจริงใดที่ยกกำลังสองแล้วได้จำนวนติดลบ เพราะจำนวนจริงไม่ว่าจะบวกหรือลบ เมื่อยกกำลังสองแล้วผลลัพธ์จะเป็นบวกเสมอ

  • (3)2=9(3)^2 = 9 (บวก)
  • (3)2=9(-3)^2 = 9 (บวก)
  • (0)2=0(0)^2 = 0 (ไม่ติดลบ)

ดังนั้น 1\sqrt{-1} จึง ไม่มีคำตอบในระบบจำนวนจริง

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะในวิชาคณิตศาสตร์ระดับสูง วิศวกรรมศาสตร์ ฟิสิกส์ และไฟฟ้า มีสมการจำนวนมากที่เมื่อแก้แล้วจะเจอรากที่ติดลบ หากเราไม่ขยายระบบจำนวน เราก็จะแก้ปัญหาเหล่านั้นไม่ได้


ทางออก: นิยามหน่วยจินตภาพ i

นักคณิตศาสตร์ในอดีตเคยเรียก 1\sqrt{-1} ว่าเป็นจำนวน "จินต" (imaginary) ในความหมายว่ามันไม่มีอยู่จริงในโลกของจำนวนจริง ต่อมาเลออนฮาร์ด ออยเลอร์ (Leonhard Euler) ได้กำหนดสัญลักษณ์ให้กับจำนวนนี้อย่างเป็นทางการ

นิยาม: ให้ ii เป็นหน่วยจินตภาพ (imaginary unit) ซึ่งนิยามโดย

i=1i = \sqrt{-1}

หรือเขียนในรูปที่ใช้บ่อยกว่าคือ

i2=1i^2 = -1

เมื่อเรายอมรับว่ามีจำนวน ii ที่มีสมบัติ i2=1i^2 = -1 สมการ x2+1=0x^2 + 1 = 0 ก็มีคำตอบแล้ว นั่นคือ

x=iหรือx=ix = i \quad \text{หรือ} \quad x = -i

เพราะ i2=1i^2 = -1 และ (i)2=(1)2i2=1(1)=1(-i)^2 = (-1)^2 \cdot i^2 = 1 \cdot (-1) = -1 ซึ่งทำให้สมการเป็นจริง


กำลังของ i

เมื่อเรานิยาม ii แล้ว เราสามารถคำนวณกำลังที่สูงขึ้นได้ โดยใช้สมบัติ i2=1i^2 = -1 เป็นฐาน ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้

กำลัง การคำนวณ ผลลัพธ์
i1i^1 ii
i2i^2 นิยาม 1-1
i3i^3 i2i=1ii^2 \cdot i = -1 \cdot i i-i
i4i^4 i3i=ii=i2=(1)i^3 \cdot i = -i \cdot i = -i^2 = -(-1) 11
i5i^5 i4i=1ii^4 \cdot i = 1 \cdot i ii

สังเกตไหมว่าผลลัพธ์ วนซ้ำ ทุก 4 กำลัง คือ i,1,i,1i, -1, -i, 1 แล้วกลับมาเป็น ii อีกครั้ง นี่เป็นสมบัติสำคัญที่ทำให้เราสามารถหากำลังของ ii ที่สูงมากๆ ได้โดยการหารกำลังด้วย 4 แล้วดูเศษ

ตัวอย่าง: จงหาค่าของ i23i^{23}

วิธีคิด: หาร 23 ด้วย 4

23÷4=5 เศษ 323 \div 4 = 5 \text{ เศษ } 3

ดังนั้น i23=i(4×5+3)=(i4)5i3=15i3=i3=ii^{23} = i^{(4 \times 5 + 3)} = (i^4)^5 \cdot i^3 = 1^5 \cdot i^3 = i^3 = -i

คำตอบ: i23=ii^{23} = -i


จำนวนจินตภาพ

เมื่อเรามีหน่วยจินตภาพ ii แล้ว เราสามารถสร้าง จำนวนจินตภาพ (imaginary numbers) ขึ้นมาได้โดยการคูณจำนวนจริงใดๆ กับ ii

นิยาม: จำนวนจินตภาพคือจำนวนในรูป bibi เมื่อ bb เป็นจำนวนจริงและ b0b \neq 0

ตัวอย่างจำนวนจินตภาพ:

  • 3i3i (เมื่อ b=3b = 3)
  • 5i-5i (เมื่อ b=5b = -5)
  • 12i\dfrac{1}{2}i (เมื่อ b=12b = \dfrac{1}{2})
  • 2i\sqrt{2}\, i (เมื่อ b=2b = \sqrt{2})

เราสามารถดำเนินการเลขคณิตกับจำนวนจินตภาพได้เช่นเดียวกับจำนวนจริง เพียงแค่จำไว้ว่า i2=1i^2 = -1

ตัวอย่าง: การดำเนินการกับจำนวนจินตภาพ

  1. การบวก: 3i+5i=(3+5)i=8i3i + 5i = (3+5)i = 8i
  2. การคูณ: 2i4i=8i2=8(1)=82i \cdot 4i = 8i^2 = 8(-1) = -8
  3. การยกกำลังสอง: (3i)2=9i2=9(1)=9(3i)^2 = 9i^2 = 9(-1) = -9

ก้าวสู่จำนวนเชิงซ้อน

ตอนนี้เรามีจำนวนจริง (เช่น 3,7,123, -7, \dfrac{1}{2}) และจำนวนจินตภาพ (เช่น 2i,5i2i, -5i) แล้ว ถ้าเรานำจำนวนจริงและจำนวนจินตภาพมารวมกัน เราจะได้ จำนวนเชิงซ้อน (complex number)

นิยาม (เบื้องต้น): จำนวนเชิงซ้อนคือจำนวนที่อยู่ในรูป

a+bia + bi

เมื่อ aa และ bb เป็นจำนวนจริง และ ii เป็นหน่วยจินตภาพ (i2=1i^2 = -1)

  • aa เรียกว่า ส่วนจริง (real part)
  • bb เรียกว่า ส่วนจินตภาพ (imaginary part)

ตัวอย่างจำนวนเชิงซ้อน:

จำนวนเชิงซ้อน ส่วนจริง (aa) ส่วนจินตภาพ (bb)
3+2i3 + 2i 3 2
14i-1 - 4i −1 −4
55 5 0 (เป็นจำนวนจริงล้วน)
7i7i 0 (เป็นจำนวนจินตภาพล้วน) 7

จะเห็นว่าจำนวนจริงและจำนวนจินตภาพเป็น กรณีพิเศษ ของจำนวนเชิงซ้อน กล่าวคือ

  • เมื่อ b=0b = 0 จำนวนเชิงซ้อน a+bia + bi กลายเป็นจำนวนจริง aa
  • เมื่อ a=0a = 0 จำนวนเชิงซ้อน a+bia + bi กลายเป็นจำนวนจินตภาพ bibi

นั่นหมายความว่า ระบบจำนวนเชิงซ้อนเป็นระบบจำนวนที่กว้างที่สุด ที่ครอบคลุมจำนวนจริงและจำนวนจินตภาพไว้ภายใน


ทำไมจำนวนเชิงซ้อนถึงสำคัญ?

อาจมีคนสงสัยว่า จำนวนที่ดูเหมือน "ไม่มีอยู่จริง" แบบนี้จะมีประโยชน์อะไร ความจริงแล้วจำนวนเชิงซ้อนมีบทบาทสำคัญอย่างมากในหลายสาขา

  1. ไฟฟ้าและวงจรไฟฟ้า — การวิเคราะห์วงจรไฟฟ้ากระแสสลับ (AC circuit) ใช้จำนวนเชิงซ้อนเพื่อแทนค่าความต้านทานที่มีส่วนจริง (ความต้านทาน) และส่วนจินตภาพ (reactance)

  2. สัญญาณและการประมวลผลสัญญาณ — การวิเคราะห์สัญญาณในโดเมนความถี่ใช้ฟูเรียร์ทรานส์ฟอร์ม ซึ่งอาศัยจำนวนเชิงซ้อนเป็นพื้นฐาน

  3. กลศาสตร์ควอนตัม — สมการของชเรอดิงเงอร์ (Schrödinger equation) ที่อธิบายพฤติกรรมของอนุภาคในระดับควอนตัม มีจำนวนเชิงซ้อนเป็นองค์ประกอบสำคัญ

  4. ทฤษฎีควบคุม (Control Theory) — การวิเคราะห์เสถียรภาพของระบบควบคุมใช้รากของสมการพหุนาม ซึ่งอาจเป็นจำนวนเชิงซ้อน

  5. คณิตศาสตร์บริสุทธิ์ — ทฤษฎีบทพื้นฐานของพีชคณิต (Fundamental Theorem of Algebra) ระบุว่าสมการพหุนามดีกรี nn จะมีราก nn คำตอบในระบบจำนวนเชิงซ้อนเสมอ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำนวนจริงไม่มี


ทำความเข้าใจผ่านตัวอย่าง

ลองมาดูตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าจำนวนเชิงซ้อนช่วยแก้ปัญหาที่จำนวนจริงแก้ไม่ได้

ตัวอย่าง: แก้สมการ x2+4=0x^2 + 4 = 0

ในระบบจำนวนจริง สมการนี้ไม่มีคำตอบ เพราะ

x2=4    x=±4x^2 = -4 \implies x = \pm\sqrt{-4}

แต่เมื่อเรามีจำนวนเชิงซ้อน เราสามารถเขียน

4=4(1)=41=2i\sqrt{-4} = \sqrt{4 \cdot (-1)} = \sqrt{4} \cdot \sqrt{-1} = 2i

ดังนั้น x=2ix = 2i หรือ x=2ix = -2i ซึ่งทั้งสองคำตอบเป็นจำนวนเชิงซ้อน (กรณีพิเศษคือจำนวนจินตภาพล้วน)

ตัวอย่าง: แก้สมการ x22x+5=0x^2 - 2x + 5 = 0

ใช้สูตรหารากสมการกำลังสอง

x=(2)±(2)24(1)(5)2(1)=2±4202=2±162x = \frac{-(-2) \pm \sqrt{(-2)^2 - 4(1)(5)}}{2(1)} = \frac{2 \pm \sqrt{4 - 20}}{2} = \frac{2 \pm \sqrt{-16}}{2}

เมื่อ 16=161=4i\sqrt{-16} = \sqrt{16} \cdot \sqrt{-1} = 4i

x=2±4i2=1±2ix = \frac{2 \pm 4i}{2} = 1 \pm 2i

คำตอบคือ x=1+2ix = 1 + 2i และ x=12ix = 1 - 2i ซึ่งเป็นจำนวนเชิงซ้อนที่มีทั้งส่วนจริงและส่วนจินตภาพ


สรุปท้ายบท

ในบทนี้เราได้เรียนรู้สิ่งต่อไปนี้

  1. ระบบจำนวนมีการขยายตัว จากจำนวนนับ → จำนวนเต็ม → จำนวนตรรกะ → จำนวนจริง → และตอนนี้ → จำนวนเชิงซ้อน เพื่อแก้ปัญหาที่ระบบเดิมแก้ไม่ได้

  2. หน่วยจินตภาพ ii ถูกนิยามโดย i=1i = \sqrt{-1} หรือเทียบเท่ากับ i2=1i^2 = -1 ทำให้กำลังสองติดลบเป็นไปได้

  3. กำลังของ ii วนซ้ำทุก 4 ครั้ง คือ i,1,i,1i, -1, -i, 1 แล้วกลับมาเป็น ii อีกครั้ง

  4. จำนวนจินตภาพ อยู่ในรูป bibi เมื่อ bb เป็นจำนวนจริงที่ไม่เป็นศูนย์

  5. จำนวนเชิงซ้อน อยู่ในรูป a+bia + bi เมื่อ a,ba, b เป็นจำนวนจริง โดย aa คือส่วนจริงและ bb คือส่วนจินตภาพ จำนวนจริงและจำนวนจินตภาพเป็นกรณีพิเศษของจำนวนเชิงซ้อน

  6. จำนวนเชิงซ้อนมีประโยชน์จริง ในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า การประมวลผลสัญญาณ ฟิสิกส์ควอนตัม และคณิตศาสตร์บริสุทธิ์

ในบทถัดไป เราจะลงลึกถึง นิยามอย่างเป็นทางการและสมบัติของจำนวนเชิงซ้อน รวมถึงการดำเนินการบวก ลบ คูณ หาร และการเท่ากันของจำนวนเชิงซ้อนสองจำนวน พร้อมตัวอย่างโจทย์ให้ฝึกทำ เตรียมกระดาษและปากกาไว้ให้พร้อม เพราะเราจะเริ่มคำนวณกันจริงๆ แล้ว!

พบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อน?เข้าสู่ระบบเพื่อทักท้วง