ด่วน! โปรโมชั่นพิเศษ รับเครดิต 2 เท่า
ตั๋วเที่ยวเดียวสู่ต่างดาว - อิงจากตำนาน Project SERPO

ตอนที่ 3 จาก 4 · อ่าน 15 นาที

เดินทางสู่ความมืด


มีนาคม 1966 — เดือนที่ 1 บนยาน


แสงสีขาวล้อมรอบพวกเขา อบอุ่น นุ่ม ราวกับเดินอยู่ในแสงแดดยามเช้าที่ไม่มีดวงอาทิตย์ จอห์นเดินเข้าไปเป็นคนแรก ก้าวข้ามขอบประตูที่ไม่มีขอบ พื้นภายในยานเรียบลื่น สัมผัสเหมือนหินเนื้อละเอียด แต่ไม่เย็น ไม่ร้อน อุณหภูมิเท่ากับร่างกายมนุษย์พอดี ราวกับยานรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร

สิบสองคนเดินเข้าไปทีละคน เป้บนหลัง ใจเต้นแรง เบื้องหลังคือทะเลทราย ดาว และโลกที่พวกเขาจะไม่ได้เห็นอีกนาน เบื้องหน้าคือความไม่รู้

ประตูปิด ไม่มีเสียง ไม่มีการเคลื่อนไหวที่มองเห็น แต่จอห์นรู้สึกได้ว่ายานเริ่มเคลื่อนที่ ไม่ใช่ความเร่งแบบเครื่องบิน ไม่ใช่แรงกระแทกแบกจรวด แต่เป็นการเคลื่อนที่ที่นุ่มนวลราวกับลอย ราวกับพวกเขาไม่ได้เคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง แต่พื้นที่เป็นผู้เคลื่อนย้ายตัวเองให้พวกเขา

โอนีลจับราวบนผนัง "ฉันไม่ได้รู้สึกว่าเรากำลังบิน" เขาพูดเสียงสั่น "ฉันรู้สึกว่าเรากำลังถูกกลืน"

"สงบ" จอห์นพูดเสียงเรียบ แต่ตัวเองก็รู้สึกเหมือนกัน


ห้องผู้โดยสารภายในยานกว้างประมาณสามสิบฟุต รูปร่างคล้ายโดมกลม ผนังโค้ง ไม่มีมุม ไม่มีขอบ เพดานสูงราวสิบฟุต ไม่มีไฟที่มองเห็น แต่ทุกพื้นผิวเรืองแสงเอง สีขาวอุ่น ไม่จ้า ไม่มืด ราวกับอยู่ในห้องที่สร้างมาจากแสง

มีเตียงสิบสองเตียง ติดผนัง ไม่ใช่เตียงแบบมนุษย์ แต่เป็นแผ่นเรียบที่ยุบตัวลงเมื่อนอน ปรับรับน้ำหนัก ไม่มีหมอน ไม่มีผ้าห่ม แต่อุณหภูมิเหมาะสมพอที่ไม่ต้องการ

มีพื้นที่กลางห้อง กว้าง ว่าง ที่ดูเหมือนจะเป็นที่นั่งรวม และมีประตูอีกสองบาน ที่ผนังด้านหนึ่งและด้านหลัง นำไปสู่ห้องที่พวกเขายังไม่รู้ว่าคืออะไร

ชาว Eben สองตนที่มารับพวกเขายืนอยู่ใกล้ประตูด้านหน้า ไม่พูด ไม่ขยับ แต่ดูเหมือนรอ

วิกตอเรียเดินเข้าไปหาพวกมัน เปิดเครื่องสื่อสารที่คอ ส่งคลื่นความถี่

"ที่นี่คือที่ที่เราจะอยู่" เธอสื่อสาร

Eben ตนหนึ่งยกมือขึ้น ฝ่ามือเปิด "ใช่ ที่นี่คือที่พัก คุณจะอยู่ที่นี่จนกว่าจะถึงบ้าน"

"บ้าน" วิกตอเรียเปล่งเสียงเบา แล้วหันไปบอกทีม "มันเรียกดาวของมันว่าบ้าน"

จอห์นมองรอบห้อง มองเตียง มองผนัง มองแสง "เราจะอยู่ที่นี่เก้าเดือน" เขาพูดกับทุกคน "เก้าเดือนในห้องนี้ ขอให้ทุกคนจัดระเบียบตัวเอง กำหนดเวลานอน เวลาตื่น เวลาออกกำลังกาย เวลาศึกษา อย่าปล่อยให้ตัวเองไร้ระเบียบ เพราะจิตใจจะแตกก่อนร่างกาย"

บ๊อบยิ้ม "พันเอกพูดราวกับเราอยู่ในค่ายฝึก"

"นี่คือค่ายฝึก" จอห์นตอบ "แค่ไม่มีสนาม"


สัปดาห์แรกผ่านไปอย่างช้าๆ ราวกับเวลาในยานเดินไม่เท่าบนโลก

ไม่มีวัน ไม่มีคืน ไม่มีพระอาทิตย์ขึ้น ไม่มีพระอาทิตย์ตก แสงในห้องคงที่ตลอดเวลา ไม่เปลี่ยน ไม่ลด ไม่เพิ่ม ร่างกายมนุษย์ที่ชินกับรอบวันเริ่มสับสน บางคนนอนตอนที่คนอื่นตื่น บางคนตื่นตอนที่คนอื่นกิน จังหวะชีวิตแตกสลาย

จอห์นตั้งกฎ ทุกคนต้องนอนเวลาเดียวกัน ตื่นเวลาเดียวกัน กินเวลาเดียวกัน แม้จะไม่มีนาฬิกาที่บอกว่าตอนนี้กี่โมง เขาใช้นาฬิกาข้อมือของตัวเองเป็นเกณฑ์ ตั้งเวลาตามโลก ทุกคนเชื่อฟัง เพราะต้องการจุดยึดเหนี่ยวอะไรสักอย่าง

อาหารเป็นปัญหาแรก

ชาว Eben ส่งอาหารมาให้ผ่านช่องในผนังที่เปิดออกเอง มันเป็นก้อนสีน้ำตาลเข้ม ขนาดเท่ากำมือ นุ่ม ไม่มีกลิ่น จอห์นหยิบขึ้นมา กดเบาๆ มันยุบตัว ราวกะเป็นขนมปังที่ไม่มีแป้ง

เดวิด แพทย์ของทีม ตรวจสอบอาหารอย่างละเอียด เขาใช้ชุดเคมีพกพาตรวจสอบส่วนประกอบ สังเกตสี สัมผัส แล้วพูด

"มีโปรตีน มีคาร์โบไฮเดรต มีไขมัน แต่ไม่ใช่สัดส่วนที่มนุษย์คุ้นเคย โปรตีนสูงมาก ไขมันต่ำ ไม่มีเกลือ ไม่มีน้ำตาล ร่างกายเราอาจดูดซึมได้ แต่ต้องเติมเกลือและวิตามินจากที่เราเตรียมมา"

"กินได้ไหม" โอนีลถาม

"กินได้ แต่อร่อยคงไม่ใช่"

โอนีลกัดก้อนอาหาร เคี้ยวช้าๆ แล้วทำหน้าบูด "รสชาติเหมือนกระดาษที่ชุบน้ำ"

บ๊อบหัวเราะ "เราจะกินกระดาษเป็นเวลาเก้าเดือน ยอดเยี่ยม"

แต่มันกินได้ และพอเติมเกลือและวิตามินจากที่เดวิดเตรียมมา ทุกคนพอทน ไม่อร่อย แต่ทำให้มีชีวิตรอด


เดือนที่สอง

วิกตอเรียเริ่มสื่อสารกับชาว Eben ได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่คำๆ เดียว แต่เป็นประโยคสั้นๆ ความหมายครบถ้วน เธอเรียนรู้ว่าภาษา Eben ไม่ได้มีแค่คลื่นความถี่ แต่มีท่าทางมือ การเคลื่อนไหวของตา และระดับความถี่ที่ละเอียดจนมนุษย์ต้องใช้เครื่องมือช่วย

Eben สองตนที่อยู่บนยานมีชื่อ แต่ชื่อของพวกมันไม่ใช่เสียง มันคือรูปแบบคลื่นที่วิกตอเรียถอดรหัสเป็นคำได้คร่าวๆ

ตนแรก ชื่อที่วิกตอเรียแปลว่า "ผู้นำทาง" — มันเป็นคนขับยาน หรืออะไรก็ตามที่เทียบเท่ากับคนขับยานในสังคม Eben

ตนที่สอง ชื่อที่วิกตอเรียแปลว่า "ผู้ดูแล" — มันดูแลสิบสองคน ดูแลอาหาร ดูแลอุณหภูมิ ดูแลทุกอย่างที่มนุษย์ต้องการ

"มันรู้ว่าเราต้องการอะไร" วิกตอเรียบอกทีม "ก่อนที่เราจะขอ มันเตรียมไว้แล้ว มันรู้ว่าเราต้องการเกลือ มันเติมเกลือในอาหาร มันรู้ว่าเราต้องการน้ำ มันเพิ่มน้ำในช่อง มันดูแลเรา"

"เหมือนแม่" บ๊อบพูด

"เหมือนผู้ดูแล" วิกตอเรียแก้ "มันไม่มีอารมณ์ ไม่มีความรู้สึกที่มองเห็น แต่มันทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์"

ซาร่านั่งฟัง เธอจดบันทึกทุกอย่าง สังเกตพฤติกรรมของ Eben ทั้งสอง เธอสังเกตว่ามันไม่นอน ไม่กิน ไม่เข้าห้องน้ำ มันทำงานตลอดเวลา ยืนอยู่ใกล้ประตู บางครั้งเดินไปดูแผงควบคุม บางครั้งยืนนิ่ง ตาดำกลมจ้องมองออกไปนอกยาน แต่ไม่มีหน้าต่าง มันมองอะไร

"มันมองเห็นอะไรที่เรามองไม่เห็น" ซาร่าจดไว้ในสมุด "มันรู้ว่ายานอยู่ที่ไหน มุมไหน ความเร็วเท่าไหร่ โดยที่ไม่ต้องมีเครื่องมือใดๆ ที่มนุษย์รู้จัก"


เดือนที่สาม

ความเงียบเริ่มกัดกิน

ไม่ใช่เงียบจากการไม่มีเสียง ในยานมีเสียงเล็กๆ ตลอดเวลา เสียงเครื่องจักร เสียงอากาศ เสียงคลื่นความถี่ แต่เงียบจากการไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกวันเหมือนกัน ทุกชั่วโมงเหมือนกัน ไม่มีเหตุการณ์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรใหม่ จิตใจมนุษย์ที่ชินกับการมีสิ่งเร้า เริ่มทยอยสร้างสิ่งเร้าของตัวเอง

โอนีลเริ่มพูดกับตัวเอง ตอนแรกเบาๆ แล้วดังขึ้น เขาเดินไปมาในห้อง พูดถึงบ้าน พูดถึงเมีย พูดถึงสุนัข พูดถึงรถเก่า แล้วหยุดและมองผนัง แล้วเริ่มพูดใหม่

เดวิดสังเกตเห็น เขาเดินไปหาโอนีล วางมือบนไหล่ "เจมส์ คุณต้องนั่งลง"

"ฉันไม่ได้ทำอะไร" โอนีลตอบเสียงแดด

"คุณเดินไปมามาสองชั่วโมง พูดคนเดียว คุณต้องพัก"

"ฉันไม่เป็นบ้า" โอนีลพูดเสียงดัง "ฉันแค่อยากกลับบ้าน"

คำว่าบ้านทำให้ทุกคนหยุด ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน ทุกคนอยากกลับบ้าน แต่ไม่มีใครพูดออกมา โอนีลเป็นคนแรกที่พูด และเขาพูดแทนทุกคน

จอห์นเดินเข้ามา นั่งลงข้างโอนีล "เราทุกคนอยากกลับบ้าน" เขาพูดเสียงเบา "แต่เราจะไม่กลับ ไม่ใช่ตอนนี้ เรามีหน้าที่ต้องทำ และเราจะทำให้ถึงที่สุด"

โอนีลนั่งนิ่ง แล้วพยักหน้าเบาๆ ไม่พูดอะไร

แต่เดวิดจดบันทึกไว้ "เดือนที่สาม โอนีลเริ่มมีอาการวิตกกังวล พูดคนเดียว เดินไปมาไม่หยุด ต้องเฝ้าสังเกต ถ้าอาการแย่ลง อาจต้องให้ยา"


เดือนที่สี่

แดเนียลเริ่มเขียนบันทึกดาราศาสตร์ เขาไม่มีกล้องโทรทรรศน์ใช้ แต่เขามีสมุดและปากกา เขาถาม "ผู้นำทาง" ผ่านวิกตอเรียว่ายานกำลังเดินทางผ่านอะไร

คำตอบที่ได้ทำให้เขานั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง

"เรากำลังเดินทางผ่านที่ที่ไม่มีแสง ไม่มีดาว ไม่มีอะไร ที่ที่มนุษย์เรียกว่าความว่าง"

แดเนียลเขียนในสมุด "เราอยู่นอกระบบสุริยะแล้ว นอกขอบเขตที่มนุษย์เคยเห็น เราอยู่ในความมืดระหว่างดาว ในช่องว่างที่ไม่มีอะไร และเรากำลังเคลื่อนที่เร็วกว่าแสง"

เขาเขียนต่อ "ตามทฤษฎีของไอน์สไตน์ ไม่มีอะไรเคลื่อนที่เร็วกว่าแสง แต่เรากำลังทำมัน ยานนี้ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และเราอยู่ข้างในมัน สิบสองคน จากโลก กำลังเดินทางเร็วกว่าแสง มันบ้ามั้ย"

เขาวาดภาพดาวในสมุด วาด Zeta Reticuli ดาวสองดวงที่เขาฝันถึงตลอดชีวิต วาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระดาษเต็ม

ไมเคิลใช้เวลาเดือนที่สี่ศึกษายาน เขาเดินรอบห้อง สัมผัสผนัง สังเกตทุกรายละเอียด เขาพบว่าผนังยานไม่ใช่โลหะ ไม่ใช่พลาสติก แต่เป็นวัสดุที่เปลี่ยนสถานะได้ แข็งเมื่อต้องการแข็ง นิ่มเมื่อต้องการนิ่ม ผ่านกระแสไฟฟ้าได้ ผ่านแสงได้ และเก็บพลังงานได้

"ยานลำนี้" ไมเคิลบอกมาร์คัส "มันไม่ใช่เครื่องจักร มันเป็นวัสดุที่มีชีวิต มันปรับตัวเอง มันรู้ว่าเราต้องการอะไร อุณหภูมิ แสง อากาศ มันปรับให้เราโดยอัตโนมัติ"

มาร์คัสสัมผัสผนัง "มันอุ่น" เขาพูด "เหมือนสัมผัสผิวคน"

ทั้งสองนั่งเงียบ คิดถึงสิ่งเดียวกัน — ถ้ามนุษย์เข้าใจวัสดุนี้ โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร


เดือนที่ห้า

คาร์ล นักอุตุนิยมวิทยา เริ่มวัดอากาศภายในยานอย่างเป็นระบบ เขาพบว่าอากาศประกอบด้วยออกซิเจน 21% คาร์บอนไดออกไซด์ 0.04% ไนโตรเจน 78% ใกล้เคียงกับอากาศโลกอย่างมาก แต่มีก๊าซอื่นๆ ในระดับต่ำที่เขาไม่รู้จัก

"พวกมันปรับอากาศให้เรา" คาร์ลบอก "อากาศในยานไม่ใช่อากาศบนดาวของพวกมัน พวกมันสร้างอากาศโลกให้เรา นั่นหมายความว่าพวกมันรู้ส่วนประกอดอากาศโลก รู้ว่าเราต้องการอะไร รู้จาก EBE-1 ที่เคยอยู่บนโลก"

เอริค นักฟิสิกส์ นั่งคิดอยู่คนเดียว เขาเป็นคนเงียบที่สุดในทีม ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก แต่เขาคิดมาก เขาคิดเกี่ยวกับการเดินทางเร็วกว่าแสง คิดเกี่ยวกับพลังงานที่ขับเคลื่อนยาน คิดเกี่ยวกับระยะทาง 39 ปีแสงที่กำลังจะถูกตัดให้สั้นลงเหลือ 9 เดือน

"ถ้าเราเดินทางเร็วกว่าแสง" เขาพูดกับตัวเองเบาๆ "แปลว่าเรากำลังทำลายกฎที่มนุษย์เชื่อมาสองพันปี แปลว่าทุกอย่างที่เราเรียนมา ทุกสมการ ทุกทฤษฎี อาจผิด หรือไม่ผิด แต่ไม่สมบูรณ์ มีสิ่งที่เรายังไม่รู้ สิ่งที่ใหญ่กว่าที่เราจะจินตนาการได้"

เขาเขียนสมการในสมุด แล้วลบ แล้วเขียนใหม่ แล้วลบอีก ไม่มีสมการใดที่อธิบายสิ่งที่เขากำลังสัมผัสได้


เดือนที่หก เดือนที่เจ็ด เดือนที่แปด

เวลาเริ่มเบลอ ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดจบ ทุกวันเหมือนกัน แต่มนุษย์ปรับตัวได้เสมอ สิบสองคนเริ่มสร้างระเบียบของตัวเอง สร้างกิจวัตร สร้างความคุ้นเคย สร้างบ้านขนาดเล็กในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง

วิกตอเรียสอนภาษา Eben ให้ทุกคน ไม่ใช่ให้พูดได้ แต่ให้เข้าใจพื้นฐาน ให้รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ Eben พูดว่า "ใช่" "ไม่" "อันตราย" "ปลอดภัย" เพราะวันหนึ่งที่พวกเขาลงจากยาน ทุกคนอาจต้องเข้าใจด้วยตัวเอง

ซาร่าและเดวิดทำงานร่วมกัน ศึกษาผลกระทบของการเดินทางต่อร่างกายมนุษย์ พวกเขาพบว่ามวลกล้ามเนื้อของทุกคนลดลงเล็กน้อย แม้จะออกกำลังกายทุกวัน แรงโน้มถ่วงในยานไม่เท่ากับโลก น้ำหนักตัวลดลง ความแข็งแรงลดลง แต่ไม่รุนแรง

บ๊อบเริ่มเล่าเรื่องตลกทุกคืน หลังมื้อเย็น เขายืนกลางห้อง เล่าเรื่องที่เขาจำได้จากหนังสือตลกที่เขานำมาด้วย เล่าเรื่องที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเอง เล่าเรื่องที่ไม่ตลกเลยแต่ทำให้ทุกคนหัวเราะ เพราะเสียงหัวเราะคือสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุด

"ทำไมมนุษย์ต่างดาวไม่เคยมาเที่ยวโลก" บ๊อบถาม

ไม่มีใครตอบ

"เพราะเขาอ่านรีวิวแล้ว ดาวเดียว ดาวจันทร์ขี้เหล็ก บรรยากาศเลว ไม่แนะนำ"

ทุกคนหัวเราะ แม้จอห์นที่ไม่ค่อยหัวเราะ ก็ยิ้ม

Eben ทั้งสองยืนมอง ไม่เข้าใจว่ามนุษย์กำลังทำอะไร แต่ "ผู้ดูแล" เอียดศีรษะเล็กน้อย ราวกะเป็นความสงสัย

วิกตอเรียส่งคลื่นถาม "คุณสงสัยอะไรไหม"

"ผู้ดูแล" ตอบ "ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาส่งเสียงดัง มันหมายถึงอะไร"

วิกตอเรียยิ้ม "มันหมายถึงความสุข มนุษย์ส่งเสียงเมื่อรู้สึกดี"

"ผู้ดูแล" ยืนนิ่ง ประมวลผล แล้วส่งคลื่นกลับ "น่าสนใจ พวกเราไม่มีเสียงนั้น"


เดือนที่เก้า

"ผู้นำทาง" ส่งคลื่นความถี่ที่วิกตอเรียไม่เคยได้ยินมาก่อน มันแตกต่างจากทุกครั้ง มีความถี่ที่สูงขึ้น เร็วขึ้น เหมือนเสียงระฆัง

"มันบอกว่า เราใกล้ถึงแล้ว" วิกตอเรียพูดเสียงสั่น

ทุกคนหยุด ทุกคนลุกขึ้น ทุกคนมองไปที่ผนังยานที่ไม่มีหน้าต่าง

แล้วแสงเปลี่ยน

แสงในห้องที่เคยเป็นสีขาวอุ่น เปลี่ยนเป็นสีฟ้าอ่อน แล้วเปลี่ยนอีก เป็นสีม่วงอ่อน ราวกับยานกำลังปรับตัวเองให้เข้ากับแสงภายนอก

ผนังด้านหน้าของยานเริ่มโปร่งใส ค่อยๆ เปลี่ยนจากแข็งเป็นใส จนสิบสองคนเห็นสิ่งที่อยู่ข้างนอก

จอห์นเห็นดาว

ไม่ใช่ดาวบนโลก ไม่ใช่ดาวในสมุดของแดเนียล แต่เป็นดาวที่อยู่ใกล้ ใกล้มาก ดาวฤกษ์สองดวง ดวงเล็กสีส้ม ดวงใหญ่สีเหลือง เรืองแสงอยู่ตรงหน้า และรอบๆ ดาวฤกษ์ทั้งสอง มีดาวเคราะห์เล็กๆ หมุนอยู่ ดวงหนึ่ง สีน้ำตาลแดง กำลังใหญ่ขึ้น ใกล้เข้ามา

"ซีตา เรติคิวลี" แดเนียลพูดเสียงสั่น น้ำตาไหลบนแก้มโดยไม่รู้ตัว "เราถึงแล้ว"

สิบสองคนยืนตรงหน้าผนังโปร่งใส มองดาวที่ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ของพวกเขา มองโลกที่ไม่ใช่บ้านเกิด มองความไม่รู้ที่กำลังจะกลายเป็นความจริง

ดาวเซอร์โป อยู่ตรงหน้า

จอห์นหยิบภาพถ่ายในกระเป๋าเสื้อ มองครู่หนึ่ง ภรรยาและลูกสาวสองคน ยิ้มอยู่หน้าบ้าน บ้านบนโลก บ้านที่ห่างออกไปสามสิบเก้าปีแสง

เขาส่งภาพถ่ายคืนเข้ากระเป๋า แล้วมองออกไปข้างนอก

"เราจะไปเยี่ยมบ้านคนอื่น" เขาพูดเบาๆ "ขอให้เราเป็นแขกที่ดี"

ยานเริ่มลง ค่อยๆ ทรุดตัวลงสู่พื้นดาว แสงสีม่วงอ่อนรุนแรงขึ้น ทุกอย่างสว่างขึ้น อากาศเปลี่ยน อุณหภูมิเปลี่ยน

สิบสองคนจากโลก กำลังจะเหยียบดาวที่ไม่ใช่บ้าน

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ปลดล็อกเพื่ออ่านตอนนี้

เข้าสู่ระบบเพื่อใช้เครดิตปลดล็อกตอนนี้