ด่วน! โปรโมชั่นพิเศษ รับเครดิต 2 เท่า
ตั๋วเที่ยวเดียวสู่ต่างดาว - อิงจากตำนาน Project SERPO

ตอนที่ 1 จาก 4 · อ่าน 12 นาที

ผู้รอดชีวิตจากทะเลทราย


กรกฎาคม 1947

ทะเลทรายนิวเม็กซิโกในตอนกลางคืนไม่ได้เงียบอย่างที่คนเข้าใจ ลมพัดผ่านพุ่มไม้แห้งกรอบ ทำเสียงดังครืดคราดราวกับกระดูกที่ขยับตัว สัตว์เลื้อยคลานเล็กๆ ไถลตัวผ่านทรายเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่สำหรับคนที่เดินลาดตระเวนอยู่ในยามดึกของฐานทัพอากาศรอสเวลล์ เสียงเล็กๆ เหล่านั้นคือเสียงเดียวที่ทำให้รู้ว่าตัวเองยังไม่ได้หูหนวก

จ่าสิบเอก จอห์น เดวิส ก้มมองนาฬิกาข้อมือ เข็มชี้บอกสี่นาฬิกาสิบสองนาที เขาเดินวนรอบเส้นทางลาดตระเวนเดิมๆ ที่เดินมาสองร้อยกว่าครั้ง มือขวาวางอยู่บนปืนพก เส้นเอวปืนเสียดสีกับสะโพกเบาๆ เป็นจังหวะที่คุ้นเคย ท้องฟ้าเหนือหัวโปร่ง ดาวเต็มฟ้า ไม่มีเมฆ ไม่มีพายุ ไม่มีอะไรเลยที่บอกว่าคืนนี้จะเป็นคืนที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์

แสงสว่างปรากฏขึ้นก่อนเสียง

มันไม่ใช่ดาวฤกษ์ตก จอห์นเคยเห็นดาวฤกษ์ตกมาก่อน เส้นแสงที่ลากผ่านท้องฟ้าแล้วหายไปในพริบตา แต่สิ่งที่เขาเห็นค่อยๆ เคลื่อนที่ผ่านท้องฟ้าอย่างช้าๆ ราวกับมีคนจุดตะเกียงแล้วเอาไปแขวนไว้บนนั้น แสงสีฟ้าอ่อน ไม่กะพริบ ไม่วูบวาบ เคลื่อนที่จากทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปทางทิศใต้ อย่างสง่างาม อย่างไม่เร่งรีบ

จอห์นยกมือขึ้นบังแสง ใจเต้นแรงขึ้นกว่าเดิมสักนิด สัญชาตญาณทหารบอกให้เขาก้มตัวลง แต่สายตายังจ้องมองแสงนั้นไม่วางตา

แล้วมันก็ตก

ไม่ใช่ตกแบบดาวฤกษ์ที่วูบหายไป แต่เป็นการหมดสันดาปลงกลางท้องฟ้า แสงดับลงทันที ราวกับใครบางคนปิดสวิตช์ แล้วเสียงก็ตามมา เสียงระเบิดที่ไม่ใช่ระเบิด เสียงคลื่นกระแทกที่มาจากทิศใต้ ที่ท้องทะเลทรายอยู่ห่างออกไปราวสามสิบไมล์ แผ่นดินสั่นไหวเบาๆ ใต้ฝ่าเท้าของเขา

จอห์นวิ่งเข้าหาโทรศัพท์ภาคสนามที่ตั้งอยู่ในห้องเฝ้ายาม เขาหยิบหูออก ส่งสัญญาณ

"นี่ยามลาดตระเวน รหัสหน่วยเจ็ดเจ็ด" เขาพูดเสียงเร็ว "มีวัตถุบินไม่ทราบชนิดตกลงทางทิศใต้ของฐาน ขอคนมาสำรวจทันที"

ปลายสายเงียบไปสองวินาที

"เจ้าหน้าที่รับทราบ ส่งทีมออกไปสำรวจทันที"


ยานบินตกลงบนทุ่งหญ้าแห้งราวสี่สิบไมล์จากตัวเมืองรอสเวลล์ ทหารจากฐานทัพอากาศเดินทางมาถึงในตอนรุ่งสาง พวกเขาพบซากยานรูปร่างคล้ายจานพาดวางอยู่ครึ่งหนึ่งจมอยู่ในทราย ครึ่งหนึ่งโผล่ขึ้นมา ขนาดราวสามสิบฟุตเศษ วัสดุภายนอกเป็นโลหะสีเงินที่ไม่มีรอยประกอบ ไม่มีตะปู ไม่มีฝาปิด ไม่มีสนิม ราวกับถูกหล่อขึ้นมาเป็นชิ้นเดียว

จอห์นเดินรอบๆ ซากยานอย่างระมัดระวัง เขาสังเกตว่าขอบของยานมีรอยไหม้บางส่วน แต่วัสดุโลหะไม่ได้หลอมละลาย ไม่ว่าสิ่งนี้จะทำมาจากอะไร มันไม่ใช่อะลูมิเนียม ไม่ใช่เหล็ก ไม่ใช่ทองแดง ไม่ใช่โลหะใดๆ ที่เขารู้จัก

"จ่าเดวิส" เสียงเรียกมาจากด้านหลัง เป็นเสียงของร้อยเอก แม็กซ์เวลล์ ผู้บังคับหมวด

"รายงานครับ"

"มีอะไรอยู่ข้างใน"

จอห์นหันไปมอง ทหารอีกสองนายกำลังพยายามเปิดรอยรั่วที่ข้างยาน พวกเขาใช้คีมเหล็กแทงเข้าไปในรอยแยกที่ขอบ แล้วบิด ประตูเปิดออกอย่างง่ายดาย เกินคาด

อากาศข้างในยานมีกลิ่นแปลก ไม่ใช่กลิ่นเผาไหม้ แต่เป็นกลิ่นคล้ายโลหะร้อนผสมกับอะไรบางอย่างที่คล้ายกลิ่นสายไฟ แสงภายนอกส่องเข้าไปภายในยานที่ทรุดตัวเอียง จอห์นมองเห็นแผงควบคุมที่ไม่มีปุ่ม ไม่มีหน้าปัด ไม่มีสวิตช์ใดๆ มีแต่พื้นผิวเรียบลื่นที่สะท้อนแสง

แล้วเขาก็เห็นมัน

ในมุมมืดของห้องผู้โดยสาร มีรูปร่างหนึ่งนอนอยู่ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ รูปร่างเหมือนมนุษย์แต่ผิวเป็นสีเทาอ่อน ศีรษะใหญ่กว่าศีรษะคน ตาสองข้างใหญ่กลม สีดำสนิท ร่างกายเล็กและผอม แขนยาว นิ้วเรียว ไม่มีเส้นผม ไม่มีขน เสื้อผ้าที่ใส่เป็นชุดราชสีห์สีเทาเข้ม ราวกับถูกทอขึ้นมาเป็นชิ้นเดียวกับร่างกาย

สิ่งมีชีวิตต่างดาวกำลังหายใจ

"พระเจ้าช่วย" เสียงกระซิบจากทหารข้างหลัง

จอห์นยกมือขึ้นห้ามทุกคน "อย่าขยับ อย่ายิง อย่าแตะต้อง" เขาพูดเสียงเข้มแต่สั่น "ติดต่อกองบัญชาการทันที บอกว่า... เราพบผู้รอดชีวิต"


สิ่งมีชีวิตต่างดาวถูกส่งตัวไปยังฐานทัพอากาศไรท์-แพตเตอร์สันในรัฐโอไฮโอภายในสี่สิบแปดชั่วโมง ภายใต้การรักษาความลับระดับสูงสุด ทุกคนที่เกี่ยวข้องถูกสั่งให้เซ็นเอกสารปกปิดข้อมูล ทหารที่ไปถึงจุดตกถูกเรียกกลับมาพบนายทหารคนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เขาแนะนำตัวว่ามาจากหน่วยงานที่ไม่มีชื่อ เขาให้ทหารทุกคนเซ็นเอกสารฉบับหนึ่ง แล้วบอกว่า

"สิ่งที่พวกคุณเห็นคืนนี้ ไม่เคยเกิดขึ้น"

จอห์นเซ็นเอกสารโดยไม่พูดอะไร มือสั่นเล็กน้อย แต่ใบหน้านิ่งเฉย สังหรณ์ใจได้ว่าชีวิตของเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

แต่เขาไม่รู้ว่ามันจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน


EBE-1 คือชื่อที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งให้

Extraterrestrial Biological Entity หมายเลขหนึ่ง

ตลอดสามปีแรก EBE-1 อาศัยอยู่ในห้องปิดภายใต้ฐานทัพลับแห่งหนึ่งในเนวาดา ห้องถูกควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และอากาศอย่างพิถีพิถัน ทีมนักวิทยาศาสตร์สี่คนดูแลมันโดยตรง ทุกการตอบสนองถูกบันทึก ทุกพฤติกรรมถูกวิเคราะห์

EBE-1 ไม่ได้พูด ไม่ได้ส่งเสียงใดๆ แต่มันสื่อสารได้ นั่นคือสิ่งที่ทีมวิทยาศาสตร์ค้นพบในเดือนที่หก มันไม่ได้ใช้ภาษา ไม่ได้ใช้สัญลักษณ์ แต่ใช้การส่งภาพเข้าไปในหัวของคน ดร. แฮร์ริเอต ฟอสเตอร์ นักชีววิทยาที่ดูแลมัน เป็นคนแรกที่รายงานประสบการณ์นี้

"มันส่งภาพเข้ามาในหัวฉัน" เธอบอกกับผู้บังคับบัญชาด้วยน้ำเสียงสงบแต่มือกำแน่น "ภาพของดาว ดวงอาทิตย์สองดวง ท้องฟ้าสีม่วงอ่อน ฉันเห็นภาพเหล่านั้นชัดเจนราวกับฉันยืนอยู่ตรงนั้น"

มีคนเชื่อ มีคนไม่เชื่อ แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์คนที่สองและคนที่สามรายงานประสบการณ์เดียวกัน ทุกคนเริ่มเปลี่ยนใจ

EBE-1 กำลังพยายามบอกอะไรบางอย่าง

มันอยากกลับบ้าน


ปี 1952 ทีมวิศวกรที่ฐานลับสำเร็จในการซ่อมแซมอุปกรณ์สื่อสารที่พบในซากยาน มันเป็นกล่องสีดำขนาดเท่าหนังสือพิมพ์ ไม่มีปุ่ม ไม่มีหน้าจอ แต่เมื่อนำไปวางใกล้ EBE-1 มันเริ่มทำงาน เสียงแผ่คลื่นความถี่ต่ำกระจายออกมา มนุษย์ไม่ได้ยิน แต่เครื่องมือวัดบันทึกได้

EBE-1 วางมือบนกล่อง ตาสีดำจ้องมองอุปกรณ์ แล้วปล่อยมือออก กล่องส่งสัญญาณต่อเนื่องเป็นเวลาสิบสี่ชั่วโมง

ไม่มีใครรู้ว่าสัญญาณนั้นไปถึงใคร

แต่ในปี 1953 ในตอนดึกของคืนหนึ่ง เครื่องมือวัดที่ฐานลับบันทึกสัญญาณตอบกลับ มาจากทิศทางที่ไม่ตรงกับดาวเคราะห์หรือดาวฤกษ์ใดๆ ในระบบสุริยะ มาจากไกลออกไป ไกลมาก

นักดาราศาสตร์ที่ถูกเรียกมาวิเคราะห์ทิศทางของสัญญาณใช้เวลาสามวันในการยืนยัน แล้วรายงานด้วยน้ำเสียงที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองควรเชื่อสิ่งที่ตัวเองพบหรือไม่

"สัญญาณมาจากระบบดาวเคราะห์คู่ ซีตา เรติคิวลี" เขาบอก "ระบบดาวเคราะห์ที่มีดาวฤกษ์สองดวง อยู่ห่างจากโลกประมาณสามสิบเก้าปีแสง"

ผู้บังคับบัญชานั่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถาม

"แปลว่ามีใครบางคนอยู่ที่นั่น และเขาได้รับสัญญาณของเราแล้ว"

"ใช่ครับ และเขาตอบกลับ"

ห้องประชุมเงียบสนิท

EBE-1 นั่งอยู่ในห้องของมัน ตาสีดำจ้องมองกล่องสื่อสาร ริมฝีปากบางๆ ของมันขยับเล็กน้อย ราวกับยิ้ม แต่ไม่มีใครรู้แน่ว่ามันยิ้มหรือไม่

มันรู้ว่าบ้านได้รับสารแล้ว


การสื่อสารระหว่างโลกกับซีตา เรติคิวลีดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาสิบสองปี สัญญาณถูกส่งและรับในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ในตอนแรกเป็นภาพ แล้วพัฒนาเป็นสัญลักษณ์ แล้วพัฒนาเป็นโครงสร้างข้อมูลที่มนุษย์ใช้เวลาเป็นปีในการถอดรหัส

ทีมนักวิทยาศาสตร์เรียกตัวเองว่า "โครงการสะพานดาว" พวกเขาทำงานในห้องใต้ดินที่ไม่มีหน้าต่าง เป็นสิบสองปีของการนั่งแปลสัญญาณ สิบสองปีของการถกเถียงว่าพวกเขากำลังคุยกับใคร สิบสองปีของการถามคำถามที่ไม่มีคำตอบ

จนกระทั่งปี 1965

สัญญาณจากซีตา เรติคิวลีเปลี่ยนไป ไม่ใช่ข้อความเดิมที่ส่งซ้ำ แต่เป็นสัญญาณใหม่ สั้น ชัด และเป็นรูปแบบที่ทีมถอดรหัสเข้าใจทันที

มันเป็นคำเชิญ

"พวกเราจะมาหาคุณ" สัญลักษณ์แปลว่า "เราจะนัดพบกัน ณ จุดที่เพื่อนของเราเคยอยู่"

จุดที่เพื่อนของเราเคยอยู่ หมายถึงโลก หมายถึงที่ที่ EBE-1 เคยอยู่

EBE-1 เสียชีวิตในปี 1952 หลังจากอาศัยอยู่บนโลกเป็นเวลาห้าปี มันเจ็บป่วยและเสียชีวิตอย่างสงบ ดร. ฟอสเตอร์อยู่ข้างมันในวันสุดท้าย เธอบอกว่าในนาทีสุดท้าย EBE-1 ส่งภาพเข้ามาในหัวเธอเป็นครั้งสุดท้าย ภาพของท้องฟ้าสีม่วงอ่อน ดวงอาทิตย์สองดวง และบางสิ่งที่เธอเรียกว่า "บ้าน"

ตอนนี้ คนจากบ้านของมันกำลังจะมา


จอห์น เดวิส ในปี 1965 ไม่ใช่จ่าสิบเอกหนุ่มที่เคยเดินลาดตระเวนในทะเลทรายรอสเวลล์อีกต่อไป เขาเป็นพันเอก อายุสี่สิบห้าปี ผมเริ่มหงอก รอยเท้าฝีที่ขมับซึ่งเขาได้มาจากการปะทะในเกาหลี แต่ดวงตายังคม ยังระวัง ยังจ้องมองอย่างคนที่ไม่เคยวางใจอะไรง่ายๆ

เขาถูกเรียกตัวมายังห้องประชุมลับในเดอะเพนตากอน ไม่มีใครบอกเขาว่าเรื่องอะไร มีแค่คำสั่ง "มารายงานตัวที่ห้อง 4C-117 วันจันทร์ 0900"

ห้องประชุมเล็ก โต๊ะยาว เก้าอี้สิบสองตัว มีนายพลสองคน นักวิทยาศาสตร์สองคน และชายในชุดสูทที่ไม่ได้แนะนำตัว จอห์นรู้ทันทีว่าชายคนนั้นมาจากหน่วยงานที่ไม่มีชื่อ

นายพล วอล์คเกอร์ เริ่มพูดก่อน

"พันเอก เดวิส คุณเคยเป็นคนแรกที่เห็นสิ่งที่ตกลงมาในรอสเวลล์ ใช่ไหม"

"ใช่ครับ"

"คุณเคยเห็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในนั้น"

"ใช่ครับ"

"ตอนนี้ สิ่งมีชีวิตจากที่เดียวกัน กำลังจะมาที่นี่ และพวกเขาต้องการพบเรา"

จอห์นนั่งนิ่ง ใจเต้นแรง แต่ใบหน้าเฉยเมย

"และพวกเราต้องการคุณ" นายพลพูดต่อ "ไม่ใช่แค่คุณ แต่อีกสิบเอ็ดคน คัดเลือกจากทหารและนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของประเทศ เพื่อภารกิจที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ"

ชายในชุดสูทเปิดแฟ้มเอกสาร หันมาจะส่งให้จอห์น

"ก่อนที่คุณจะรับแฟ้มนี้" เขาพูดเสียงเรียบ "ผมต้องบอกว่า ถ้าคุณรับ คุณจะต้องเซ็นเอกสารที่ลบตัวตนของคุณออกจากระบบทุกระบบ ไม่มีชื่อ ไม่มีประวัติ ไม่มีสถิติ ราวกับคุณไม่เคยเกิด ครอบครัวของคุณจะได้รับแจ้งว่าคุณเสียชีวิตในปฏิบัติภารกิจลับ พวกเขาจะได้รับธงชาติพับ และเงินบำนาญ"

"แล้วผมจะไปไหนครับ"

นายพลและชายในชุดสูทแลกเปลี่ยนสายตา

"คุณจะไปอยู่บนดาวของพวกเขา" นายพลพูดช้าๆ "เป็นเวลาสิบปี"

จอห์นนั่งนิ่ง ไม่พูด ไม่ขยับ ใจเต้นแรงขึ้น ในหัวเขาเห็นภาพลูกสาวตัวเล็กๆ ที่รอเขากลับบ้านทุกเย็น เห็นภรรยาที่ยืนรออยู่หน้าประตู เห็นหมาตัวเก่าที่นอนอยู่ที่ระเบียง

สิบปี

ลูกสาวจะโตเป็นสาวแล้ว ภรรยาจะเดินผ่านประตูนั้นคนเดียว

แต่เขาจะได้เห็นดาวที่ EBE-1 พยายามกลับไปตลอดห้าปีที่มันอยู่บนโลก เขาจะได้เห็นท้องฟ้าสีม่วงอ่อน ดวงอาทิตย์สองดวง บ้านของสิ่งมีชีวิตที่เขาเห็นในคืนนั้น

จอห์นยกมือรับแฟ้ม

"ผมจะไปครับ"


หมายเหตุ: บทนี้เป็นนวนิยายอิงจากตำนาน Project SERPO ซึ่งเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือไม่ เนื้อเรื่องผสมผสานระหว่างข้อมูลที่มีอยู่ในตำนานกับจินตนาการของผู้เขียน เพื่อสร้างเรื่องราวที่น่าติดตาม

ความคิดเห็น (0)