ตอนที่ 2 จาก 4 · อ่าน 14 นาที
สิบสองคนที่ไม่เคยมีอยู่
กันยายน 1965
ฐานทัพลับในทะเลทรายเนวาดาไม่มีป้ายบอกทาง ไม่มีชื่อบนแผนที่ ไม่มีอยู่ในเอกสารใดๆ ของกระทรวงกลาโหม คนที่ทำงานที่นั่นเรียกมันว่า "สถานที่" ไม่มีชื่อเรียกอื่น มันอยู่ห่างจากถนนสายหลักราวสี่สิบไมล์ ล้อมรอบด้วยภูเขาเตี้ยๆ และทรายที่ไร้ขอบเขต ที่นี่คือที่ที่ EBE-1 เคยอาศัยอยู่ ที่ที่กล่องสื่อสารเคยส่งสัญญาณข้ามอวกาศ และตอนนี้ ที่ที่สิบสองคนจะถูกเตรียมให้กลายเป็นคนที่ไม่เคยมีอยู่
จอห์น เดวิส มาถึงในวันที่สองของเดือนกันยายน เขาถูกรับตัวด้วยรถตู้สีดำไม่มีตรา ขับมาจากสนามบินเล็กๆ ที่ห่างออกไปสามชั่วโมง ตลอดทางไม่มีใครพูดกับเขา คนขับสวมแว่นกันแดดและไม่หันมามอง จอห์นมองทิวทัศน์ทะเลทรายผ่านกระจก คิดถึงลูกสาวที่บอกว่า "พ่อจะไปทำงานที่ไหนคะ" และเขาตอบว่า "พ่อไปทำงานไกลๆ หน่อยนะ" แล้วหลีกตาเธอ
เมื่อรถจอด จอห์นเห็นอาคารต่ำๆ สีเทาสามหลัง มีรั้วลวดหนามสามชั้น หอคอยเฝ้ายามสองจุด และเฮลิคอปเตอร์ลงจอดอยู่บนลานกว้าง อาคารไม่มีหน้าต่าง มีแต่ประตูเหล็กหนักที่เปิดปิดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
เขาเดินเข้าไป ประตูปิดลงเบาหลังเขา เสียงจากภายนอกหายไปทันที ราวกับตัดขาดจากโลก
ในห้องประชุมใต้ดินของ "สถานที่" มีคนรออยู่แล้วสามคน
ร้อยเอก ซาร่า มิตเชลล์ นักชีววิทยาจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ อายุสามสิบสี่ปี ผมสั้นสีน้ำตาล ดวงตาสีเขียวเข้ม นั่งตัวตรง มือวางบนโต๊ะ ไม่สั่น ไม่กระตุก แต่มีรอยน้ำตาบนแก้มที่ยังไม่ซึม เธอเพิ่งอำลาลูชายตัวเล็กที่บอกว่า "แม่จะไปทำงานที่ไหนคะ" เหมือนกัน เธอไม่ได้ตอบ แค่กอดเขาแน่นจนเด็กดิ้น
จ่าสิบเอก ไมเคิล เรย์โนลด์ส วิศวกรไฟฟ้าจากห้องวิจัยของกองทัพบก อายุยี่สิบเก้าปี หน้าตาเด็กกว่าวัย ยิ้มง่าย ตาสดใส เขาเป็นคนเดียวในห้องที่ดูตื่นเต้นมากกว่ากลัว เขาไม่มีครอบครัว พ่อแม่เสียชีวิตแล้ว ไม่มีพี่น้อง ไม่มีใครรอ เขาเป็นคนที่รับภารกิจนี้โดยไม่ต้องเสียใครไป
พลทหาร เดวิด คิม แพทย์จากโรงพยาบาลทหารในแคลิฟอร์เนีย อายุสามสิบเจ็ดปี เกิดในอเมริกา พ่อแม่อพยพมาจากเกาหลี เขาเงียบ พูดน้อย ตาคม เขานั่งอยู่มุมห้อง มือกางแฟ้มเอกสารอ่านอยู่คนเดียว ไม่มองใคร
จอห์นนั่งลง ทักทายทุกคนด้วยพยักหน้า ไม่มีใครพูด อากาศในห้องหนัก ราวกับทุกคนกำลังแบกน้ำหนักของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
สิบสองคนมาครบในวันที่ห้าของเดือนกันยายน
พวกเขามาทีละคน ทีละสองคน จากที่ต่างกัน ไม่มีใครเดินทางมาพร้อมกัน ไม่มีใครรู้จักกันมาก่อน ทุกคนถูกคัดเลือกโดยคณะกรรมการที่ไม่มีชื่อ ผ่านการคัดกรองที่ละเอียดถึงขั้นตรวจสอบประวัติครอบครัวสามชั้น การตรวจร่างกาย การทดสอบจิตวิทยา และการสัมภาษณ์ที่ลึกซึ้งจนบางคนร้องไห้หลังออกจากห้อง
ร้อยเอก โรเบิร์ต คาร์เตอร์ นักสื่อสาร เป็นคนที่หกที่มาถึง เขาเดินเข้าห้องประชุมด้วยรอยยิ้ม มองทุกคนแล้วพูดว่า "สวัสดีครับ ผมชื่อบ๊อบ ถ้าพวกเราจะไปอยู่ด้วยกันสิบปี ขอเริ่มจากการรู้จักกันก่อนได้ไหมครับ"
ไม่มีใคมยิ้ม แต่ความเงียบในห้องเบาลงเล็กน้อย
พันตรี วิกตอเรีย เฮส์ นักภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ เป็นคนที่เจ็ด เธอเดินเข้ามา ตัวเล็ก ผมบลอนด์ยาว สวมแว่นตา ดูเหมือนอาจารย์มากกว่าทหาร เธอนั่งลง เปิดสมุดบันทึก แล้วเริ่มจดทุกสิ่งที่เห็น
จ่าสิบ โธมัส ไรท์ นักธรณีวิทยา เป็นคนที่แปด เขาสูง ตาฟ้า หนวดเคราหนา มือหนา ดูเหมือนคนทำงานมากกว่านักวิทยาศาสตร์ เขาเข้ามา มองรอบห้อง แล้วพูดกับจอห์นว่า "ผมมาที่นี่เพราะอยากเห็นดาวที่ไม่ใช่โลก ถ้าผมตายที่นั่น ก็ตายอยู่บนดาวที่ไม่ใช่โลก นั่นก็ดีกว่าตายอยู่บนโลก"
พลทหาร เจมส์ โอนีล นักเคมี เป็นคนที่เก้า เขาหัวร้อน พูดเสียงดัง นั่งลงแล้วทุบโต๊ะ "ใครบอกว่าภารกิจนี้ปลอดภัย ไม่มีใครรู้ว่าที่นั่นเป็นยังไง ไม่มีใคนรู้ว่าอากาศหายใจได้ไหม แล้วจะให้ผมไปอยู่สิบปี"
จอห์นมองเขา พูดเสียงเรียบ "ไม่มีใครบอกว่าปลอดภัย ถ้าคุณไม่อยากไป คุณสามารถเดินออกไปตอนนี้ แต่ถ้าคุณออกไป คุณจะไม่ได้พบสิ่งที่อยู่ที่นั่น และคุณจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่จะเปลี่ยนโลก"
โอนีลนั่งนิ่ง แล้วถอนหายใจ "ไอ้เวร" เขาพูดเบาๆ "ผมจะไป"
สิบเอก มาร์คัส เบลล์ ช่างยนต์ เป็นคนที่สิบ ร้อยตรี แดเนียล ฟอสเตอร์ นักดาราศาสตร์ เป็นคนที่สิบเอ็ด และจ่าสิบเอก เอริค สตีเวนสัน นักฟิสิกส์ เป็นคนสุดท้าย
สิบสองคน นั่งอยู่ในห้องใต้ดิน ไม่มีหน้าต่าง ไฟนีออนสว่างจ้า เงียบ
จอห์นยืนขึ้น เขาไม่ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนรู้ จากดวงตา จากท่าทาง จากเสียง
"พวกเราสิบสองคน" เขาพูด "จะเป็นคนกลุ่มแรกและอาจจะเป็นกลุ่มเดียวที่ได้เดินทางไปยังดาวดวงอื่น พวกเราจะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสิบปี พวกเราจะเรียนรู้ บันทึก และกลับมา บางคนอาจจะไม่กลับ บางคนอาจจะเสียชีวิต แต่สิ่งที่พวกเราจะนำกลับมาจะเปลี่ยนทุกอย่าง"
เขาหยุด มองตาทุกคนทีละคน
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราไม่มีชื่อ ไม่มีประวัติ ไม่มีตัวตน พวกเราไม่เคยมีอยู่ แต่พวกเราจะเป็นคนที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ"
การลบประวัติเริ่มต้นในวันถัดมา
ทีมงานจากหน่วยงานที่ไม่มีชื่อเข้ามาทำงานกับสิบสองคนทีละคน กระบวนการไม่ซับซ้อนแต่โหดร้าย เอกสารประจำตัวถูกทำลาย สถิติทหารถูกลบออกจากระบบ ชื่อในทะเบียนบ้านถูกถอน บัญชีธนาคารถูกปิด ใบขับขี่ถูกยกเลิก ทุกอย่างที่บอกว่าคนๆ นี้เคยมีอยู่บนโลกถูกลบออกไป
ซาร่านั่งอยู่ในห้อง ดูนายหน้าที่ฉีกเอกสารประจำตัวของเธอทิ้งต่อหน้า เธอไม่ร้องไห้ แต่มือกำแน่นจนข้อนิ้วขาว
"มีอะไรจะให้ส่งกลับไปให้ครอบครัวไหมครับ" นายหน้าที่ถาม
ซาร่าส่ายหน้า แล้วหยุด "รอ" เธอพูด เธอหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กจากกระเป๋า เขียนข้อความสั้นๆ ในหน้าสุดท้าย ฉีกหน้านั้นออก แล้วส่งให้นายหน้าที่
"ส่งให้ลูกชายฉัน เมื่อเขาอายุสิบแปดปี"
นายหน้าที่รับกระดาษ อ่าน แล้วพับใส่ซองโดยไม่พูดอะไร
กระดาษนั้นเขียนว่า "แม่ไม่ได้ทิ้งหนู แม่ไปไกลๆ แม่รักหนูมากกว่าดาวทุกดวง"
จอห์นไม่ได้เขียนอะไร เขาเคยคิดจะเขียนจดหมายให้ภรรยา แต่แล้วก็ตัดสินใจไม่เขียน เพราะถ้าเขาเขียน ภรรยาจะรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ และนั่นจะทำให้เธอรอ เธอจะรอสิบปี และถ้าเขาไม่กลับ เธอจะรอต่อไป ดีกว่าให้เธอคิดว่าเขาตายแล้วและได้เริ่มต้นใหม่
แต่ในคืนสุดท้ายก่อนที่ตัวตนของเขาจะถูกลบ เขานั่งอยู่ในห้องนอนเดียว มองภาพถ่ายเล็กๆ ที่เขาแอบซ่อนไว้ในซองเอกสาร ภาพถ่ายของภรรยาและลูกสาวสองคน ยืนยิ้มอยู่หน้าบ้าน ภรรยาใส่ชุดดอกไม้ ลูกสาวคนเล็กถือตุ๊กตาผ้า
เขาจูบภาพถ่ายเบาๆ แล้วใส่กลับเข้าซอง
พรุ่งนี้ เขาจะไม่มีชื่อ จะไม่มีตัวตน จะไม่มีประวัติ แต่ภาพถ่ายนี้จะอยู่กับเขา ไปทุกที่ที่เขาจะไป แม้แต่ดาวที่ห่างออกไปสามสิบเก้าปีแสง
การฝึกเตรียมตัวใช้เวลาสามเดือน
สิบสองคนถูกสอนทุกอย่างที่รัฐบาลรู้เกี่ยวกับชาว Eben ภาษา วัฒนธรรม ชีววิทยา เทคโนโลยี แม้จะเป็นข้อมูลจำกัดที่ได้จากการสื่อสารสิบสองปี แต่ก็เพียงพอที่ทำให้ทุกคนตระหนักว่าพวกเขากำลังเดินทางไปสู่สิ่งที่ไม่มีใครเตรียมพร้อมได้
วิกตอเรียเรียนภาษา Eben จากสัญลักษณ์ที่ทีมถอดรหัสได้ มันไม่มีเสียง ไม่มีตัวอักษร แต่เป็นรูปแบบคลื่นความถี่ที่ส่งผ่านอุปกรณ์สื่อสาร เธอใช้เวลาทุกวัน หกชั่วโมงต่อวัน เรียนรู้ "พูด" ด้วยการส่งคลื่นความถี่จากเครื่องมือที่ทีมวิศวกรสร้างขึ้น เธอเรียนเร็วกว่าทุกคน เพราะเธอมีสัญชาตญาณภาษาที่โดดเด่น
ซาร่าศึกษาชีววิทยาของ EBE-1 จากบันทึกที่ทีมนักวิทยาศาสตร์เก็บไว้ตลอดห้าปี อ่านทุกบันทึก ทุกการตอบสนอง ทุกพฤติกรรม เธอรู้ว่า EBE-1 กินอาหารที่ไม่ใช่อาหารมนุษย์ หายใจอากาศที่มีออกซิเจนต่ำกว่าโลก และมีระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานต่างจากมนุษย์
"ปัญหาใหญ่ที่สุด" ซาร่าบอกในที่ประชุม "ไม่ใช่เรื่องอากาศหรืออาหาร แต่เป็นเรื่องรังสี ถ้าดาวเซอร์โปมีดวงอาทิตย์สองดวง ระดับรังสีอาจสูงกว่าโลกมาก ร่างกายมนุษย์อาจไม่ทนได้"
เดวิด คิม แพทย์ของทีม พยักหน้า "ฉันจะเตรียมยาและอุปกรณ์ป้องกันรังสีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าระดับรังสีสูงเกินไป ฉันไม่รู้ว่าจะป้องกันได้นานแค่ไหน"
ไมเคิลและมาร์คัสเรียนรู้เทคโนโลยีต่างดาวจากชิ้นส่วนที่เหลือจากซากยานรอสเวลล์ พวกเขาไม่เข้าใจมันทั้งหมด แต่พอเข้าใจหลักการพื้นฐาน ไมเคิลตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เขาจดบันทึกทุกอย่าง วาดภาพ ทำแบบจำลอง
"สิ่งนี้" เขาชี้ไปที่ชิ้นส่วนเล็กๆ ที่เรืองแสงสีฟ้าอ่อน "ไม่ใช่สายไฟ ไม่ใช่วงจร มันเป็นอะไรบางอย่างที่ส่งพลังงานผ่านมันได้โดยไม่มีความต้านทานเลย ถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้ เราจะเปลี่ยนโลก"
แดเนียล นักดาราศาสตร์ ใช้เวลาทุกคืนมองดาว เขาหา Zeta Reticuli ในท้องฟ้า มองมันเหมือนคนที่กำลังจะเดินทางไปหาคนรัก เขาเคยฝันถึงดาวมาตลอดชีวิต ตอนเด็กเขาวาดภาพดาว ตอนโตเขาเรียนดาราศาสตร์ และตอนนี้ เขาจะได้ไปจริงๆ
"มันอยู่ตรงนั้น" เขาชี้ไปในท้องฟ้า บอกกับโธมัสที่ยืนอยู่ข้าง "สามสิบเก้าปีแสง แสงที่เราเห็นตอนนี้ออกเดินทางมาก่อนที่เราจะเกิด แล้วเราจะไปถึงที่นั่นในเวลาแค่เก้าเดือน มันบ้ามั้ย"
โธมัสยิ้ม "ทุกอย่างเรื่องนี้บ้าหมด แต่เราก็อยู่ตรงนี้แล้ว"
วันสุดท้ายบนโลก
มีนาคม 1966
สิบสองคนยืนอยู่ในทะเลทราย ตอนดึก ฟ้ามืด ดาวเต็มท้องฟ้า ลมหนาวพัดผ่านเสื้อแจ็คเก็ตทหาร พวกเขาสวมชุดที่ทีมเตรียมไว้ ไม่ใช่ชุดทหาร แต่เป็นชุดสีเทาเรียบ ที่ทำจากวัสดุพิเศษที่กันรังสีได้บางส่วน แต่ละคนมีกระเป๋าเป้ใบเดียว บรรจุยา อุปกรณ์ บันทึก และสิ่งของส่วนตัวที่เลือกได้ไม่เกินสามชิ้น
จอห์นเลือกภาพถ่ายครอบครัว ปากกา และนาฬิกาข้อมือ
ซาร่าเลือกสมุดบันทึก ภาพถ่ายลูกชาย และเข็มกลัดเล็กๆ ที่แม่เธอให้ไว้
ไมเคิลเลือกเครื่องคิดเลข สมุดวิศวกรรม และลูกบอลเบสบอล
บ๊อบเลือกหนังสือตลก สมุดบันทึก และรูปถ่ายเพื่อน
เดวิดเลือกกล่องยา หนังสือแพทย์ และภาพถ่ายพ่อแม่
วิกตอเรียเลือกสมุดภาษาศาสตร์ ดินสอ และแหวนที่ยายให้
โธมัสเลือกค้อนเล็ก สมุดธรณีวิทยา และก้อนหินจากสวนบ้านเกิด
โอนีลเลือกชุดเคมีพกพา สมุด และบุหรี่หนึ่งซอง
มาร์คัสเลือกไม้วัด สมุด และภาพถ่ายรถเก่า
แดเนียลเลือกกล้องโทรทรรศน์พกพา สมุดดาราศาสตร์ และภาพวาดดาวที่เขาวาดตอนเด็ก
คาร์ลเลือกเครื่องวัดอากาศ สมุด และเสื้อกันหนาวเก่า
เอริคเลือกสมุดฟิสิกส์ ปากกา และภาพถ่ายห้องวิจัย
สิบสองคน สิบสองเป้ สิบสองเรื่องราว กำลังจะถูกพาไปสู่ที่ที่ไม่มีใครเคยไป
เสียงมาก่อนแสง
เสียงคล้ายเสียงลม แต่ไม่ใช่ลม เสียงคลื่นความถี่ต่ำที่สั่นในอากาศ สั่นในกระดูก สั่นในหัวใจ แล้วแสงก็ปรากฏ แสงสีฟ้าอ่อนเหมือนที่จอห์นเคยเห็นในคืนรอสเวลล์ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แสงที่ตก แสงที่ลอยอยู่เหนือพวกเขา นิ่ง สงบ ราวกับรอ
ยานต่างดาวลงจอดเบาๆ บนทราย ไม่มีเสียงกระแทก ไม่มีฝุ่นกระจาย ราวกับมันไม่มีน้ำหนัก ยานรูปร่างคล้ายจาน แต่ใหญ่กว่าที่จอห์นเคยเห็น ขนาดราวร้อยฟุต เงินวับ ไม่มีรอยประกอบ ไม่มีประตูที่มองเห็น
สิบสองคนยืนนิ่ง ไม่มีใครขยับ บางคนหายใจแรง บางคนกำมือแน่น บางคนตาชื้อ
แล้วประตูก็เปิด ไม่ใช่เปิดแบบเลื่อนหรือบานพับ แต่เปิดแบบส่วนหนึ่งของตัวยานแยกตัวออก ราวกับวัสดุเป็นของเหลวที่แยกตัวเอง แสงสีขาวอบอุ่นส่องออกมาจากภายใน
มีรูปร่างสองรูปเดินออกมา สูงประมาณห้าฟุต ผิวเทาอ่อน ศีรษะใหญ่ ตาดำกลม ชุดสีเทาเข้ม เหมือน EBE-1 ที่จอห์นเคยเห็น แต่ตัวใหญ่กว่า มีประกายที่ดูมีชีวิตขึ้น
พวกมันเดินเข้าหาสิบสองคน หยุดที่ระยะสามเมตร แล้วยกมือขึ้น ฝ่ามือเปิด นิ้วเรียวแยกออก เป็นท่าทางที่วิกตอเรียเรียนรู้จากสัญลักษณ์ มันหมายถึง "ยินดีต้อนรับ"
วิกตอเรียยกมือขึ้นเหมือนกัน ทำท่าเดียวกัน เธอส่งคลื่นความถี่จากเครื่องมือที่คอของเธอ เสียงคลื่นเบาๆ ดังขึ้น
ต่างดาวทั้งสองหันมามองกัน แล้วหันกลับมามองวิกตอเรีย ตาดำกลมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ราวกะเป็นความประหลาดใจ หรือความยินดี
มันส่งคลื่นความถี่กลับมา วิกตอเรียรับฟัง แล้วหันไปบอกทีม
"มันบอกว่า ยินดีต้อนรับสู่เซอร์โป"
สิบสองคนยืนอยู่ในทะเลทราย ใต้ดาว ต่อหน้าสิ่งมีชีวิตจากดาวอื่น ในวินาทีนั้น ไม่มีใครพูด ไม่มีใครขยับ มีแค่เสียงลมและเสียงหัวใจ
จอห์นกลืนน้ำลาย หยิบภาพถ่ายในกระเป๋าเสื้อออกมา มองครู่หนึ่ง แล้วส่งคืนเข้าที่
เขาก้าวเท้าไปข้างหน้า ก้าวแรก ก้าวเดียว ที่จะนำพาสิบสองคนออกจากโลกตลอดกาล
"ไปกันเถอะ" เขาพูดเสียงเบา แต่ทุกคนได้ยิน
สิบสองคนเดินเข้าสู่แสง
© ตั๋วเที่ยวเดียวสู่ต่างดาว - อิงจากตำนาน Project SERPO — สงวนลิขสิทธิ์โดย Dev365TH · ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปเผยแพร่/จำหน่ายในทุกรูปแบบ · ข้อกำหนดการใช้งาน
ความคิดเห็น (0)
เข้าสู่ระบบ เพื่อร่วมพูดคุย